อาการของอุปจารสมาธิ และอาการของฌาน ที่ ๑ , ๒, ๓ ,๔ (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

……อาการและอารมณ์ของอุปจารสมาธิ…..

“….อาการของอุปจารสมาธิคือ ปีติได้แก่อารมณ์ความอิ่มใจเมื่อทำมาถึงตอนนี้อารมณ์จะชุ่มชื่นมาก อารมณ์สะอาดเยือกเย็น มีความเป็นสุขอย่างยอดเยี่ยม ไม่เคยพบความสุขอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต ตอนนี้เวลาภาวนาลมหายใจจะเบากว่าปกติมาก อารมณ์เป็นสุขร่างกายของนักปฏิบัติที่เข้าถึงระดับนี้ ผิวหนังจะนวลขึ้นเพราะอารมณ์ที่มีความสุขแต่อาการทางร่างกายนี่สิที่ทำให้นักปฏิบัติตกใจกันมากนั่นก็คือ

….๑. อาการขนลุกซู่ซ่า เมื่อเกิดอาการอย่างนี้หรืออย่างอื่นที่กล่าวถึงต่อไปจะมีอารมณ์ใจเป็นสุข ขอให้ทุกท่านปล่อยอาการอย่างนั้นไปตามสภาพของร่างกาย จงอย่าสนใจ เมื่อสมาธิสูงขึ้น หรือลดตัวลงต่ำกว่านั้น อาการอย่างนั้นก็จะหมดไปเอง อาการขนลุกพองถ้ามีขึ้นพึงควรภูมิใจว่า เราเข้าถึงอาการของปีติระดับหนึ่งแล้ว อย่ากังวลอาการของร่างกาย ….

….๒. อาการของปีติขั้นที่ ๒ ได้แก่อาการน้ำตาไหล”

…..๓. อาการของปีติขั้นที่ ๓ คือร่างกายโยกโคลง โยกไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างบางคราวโยกแรง จนศีรษะใกล้ถึงพื้น….

….๔. อาการของปีติขั้นที่ ๔ ตามตำราท่านว่าตัวลอยขึ้นบนอากาศ แต่ผลของการปฏิบัติไม่แน่นัก บางรายก็เต้นเหมือนปลุกตัว บางรายก็ตัวลอยขึ้นบนอากาศ เมื่อลอยไปแล้ว ถ้าสมาธิคลายตัวก็กลับมาที่เดิมเอง (อย่าตกใจ)…

….๕. อาการของปีติขั้นที่ ๕ คือ มีอาการแผ่ซ่านในร่างกายซู่ซ่าเหมือนมีลมไหลออกในที่สุดเหมือนตัวใหญ่และสูงขึ้น หน้าใหญ่แล้วมีอาการเหมือนลมไหลออกจากกาย ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่าตัวหายไปเหลือแต่ท่อนหัว..

….อาการทั้งหมดนี้ เมื่อเกิดขึ้นอารมณ์ใจจะมีความสุข ฉะนั้น นักปฏิบัติให้ถืออารมณ์ใจเป็นสำคัญ อย่าตกใจในอาการตามที่กล่าวมาแล้วนั้น พอสมาธิสูงถึงระดับฌานก็จะสลายตัวไปเอง ปีตินี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วอารมณ์จะเป็นสุข คือถึงระดับที่สี่ ที่จะเข้าถึงปฐมฌาน ต่อไปก็เป็นปฐมฌานเพราะอยู่ชิดกัน
อัปปนาสมาธิหรือฌาน’…

….ต่อไปนี้จะพูดหรือแนะนำใน อัปปนาสมาธิ คำว่า อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิใหญ่ มีอารมณ์มั่นคง เข้าถึงระดับฌาน ตั้งแต่ฌานที่หนึ่งถึงฌานที่สี่ แต่ก่อนที่จะพูดถึง อัปปนาสมาธิ ขอย้อนมาอธิบายถึงอุปจารสมาธิเล็กน้อยก่อน การที่พูดมาแล้วเป็นการพูดในเรื่องของนิมิตโดยตรงท่านที่ไม่นิยมนิมิตจะไม่เข้าใจ….

…..อุปจารสมาธิระดับสุดท้าย……

….เมื่อจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิขั้นสุดท้าย ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สนใจในนิมิต หรือสร้างนิมิตให้เกิดขึ้นไม่ได้ ให้สังเกตอารมณ์ใจดังนี้ อารมณ์นี้มีเหมือนกันทั้งท่านที่ถือนิมิตหรือไม่ถือนิมิต คือจะมีความรู้สึกว่ามีอารมณ์ตั้งมั่นทรงตัวดี มีความชุ่มชื่นไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติ มีอารมณ์เป็นสุขเยือกเย็นมาก ซึ่งไม่เคยพบมาเลยในชีวิต และมีอารมณ์เป็นหนึ่ง กำหนดอารมณ์ไว้อย่างไรอารมณ์ไม่เคลื่อนจากที่ตั้งอยู่ได้นาน ตอนนี้เป็น ฌาน อารมณ์ที่สังเกตได้คือ…

…๑. รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก คำภาวนาทรงตัว ไม่ลืมไม่เผลอไม่ฟุ้งไปสู่เรื่องอื่นนอกเหนือจากที่คิดจะภาวนา มีอารมณ์เต็มเปี่ยมด้วยกำลังใจไม่อิ่มไม่เบื่อไม่อยากลุกออกจากที่ มีความสุขหรรษาเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เคยมีความสุขใดในชีวิตที่เคยพบมาก่อนเลยมีอารมณ์ตั้งมั่นดิ่งอยู่ในที่เดียวเป็นพิเศษ (ข้อห้านี้เป็นฌาน) หูได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจนมากที่เข้ามากระทบประสาทหู เสียงคนหรือเสียงสัตว์ธรรมดาไม่ใช่เสียงทิพย์ แม้แต่เสียงเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดังมาก ตอนนี้ได้ยินทุกอย่างชัดเจนตามปกติแต่ไม่รำคาญในเสียงนั้นเลย คงภาวนาหรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกได้เป็นปกติเหมือนไม่มีเสียงรบกวนลมหายใจจะเบากว่าเวลาปกติจนสังเกตได้ชัดอาการอย่างนี้ท่านเรียกว่า ปฐมฌาน คือ ฌานที่หนึ่ง…

…๒. เมื่อจิตเป็นสมาธิในฌานที่สองมีความรู้สึกดังนี้คือจะรู้สึกว่าคำภาวนาหายไปบางท่านหรือหลายท่านควรจะพูดว่า มากท่านก็คงไม่ผิดเมื่ออารมณ์เข้าถึงฌานที่สองใหม่ๆ อารมณ์ยังไม่ชิน เมื่อขณะที่จิตทรงอยู่ในฌานนี้ จะมีความอิ่มเอิบสุขสบาย จะเผลอตัว เมื่อจิตมีสมาธิลดลง เพราะกำลังจิตถอยสมาธิ จะลดลงอยู่ที่อุปจารสมาธิ ตอนนี้อารมณ์คิด คือความรู้สึกก็เกิดขึ้น เมื่อจิตตั้งอยู่ในฌานจะไม่สามารถคิดอะไรได้ เพราะเอกัคคตารมณ์คืออารมณ์เป็นหนึ่งไม่มีอารมณ์คิดจะทรงตัวเฉยอยู่และไม่มีคำภาวนา คำภาวนานี้ตั้งแต่ฌานที่สองถึงฌานที่สี่จะไม่มีคำภาวนาเมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ได้ภาวนาก็จะคิดว่าตนเองหลับไปหรือเผลอไป ความจริงไม่ใช่ ซึ่งเป็นอาการของฌานที่สอง…

…๓. เมื่อจิตมีสมาธิเข้าถึงฌานที่สาม ตอนนี้จะรู้สึกว่า ลมหายใจเบาลงมาเกือบไม่รู้สึกว่าหายใจ แต่ความจริงยังรู้สึกถนัดอยู่แต่เบามากนั่นเอง อาการทางร่างกายจะรู้สึกเหมือนเกร็งไปทั้งร่าง แต่ความจริงร่างกายเป็นปกติ แต่ที่มีความรู้สึกอย่างนั้นเป็นอาการของสมาธิ เสียงภายนอกที่เข้ามากระทบหูเกือบไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยได้ยินแต่เบามาก จิตทรงอารมณ์เป็นหนึ่งสงัดดีมากเป็นพิเศษ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่สาม..

…๔. อาการของฌานที่สี่ เมื่อจิตเข้าถึงฌานที่สี่ ฌานสี่นี้มีสองขั้นคือ หยาบ กับ ละเอียด สำหรับฌานหนึ่ง สอง สาม นั้น แต่ละฌานมีสามชั้นคือ หยาบ กลาง ละเอียด ที่ไม่อธิบายไว้ ก็เพราะกลัวจะเฝือ เพราะเมื่อฝึกได้ใหม่ยังไม่มีกำลังใจที่แน่นอน ประเดี๋ยวได้ประเดี๋ยวสลายตัวอธิบายละเอียดเข้าแทนที่จะเป็นผลดี จะกลายเป็นอาหารผสมยาพิษไปจุกจิกใจเข้าเลยเลิกดีกว่า..

….เป็นอันว่ารู้กันว่าเป็นฌานชั้นที่สี่ก็พอ ฌานอื่นๆ พอรู้ว่าถึงฌานก็พอ จงอย่าลืมว่าเมื่อถึงฌานแล้วเวลาไม่นานก็พลัดจากฌาน คืออารมณ์ลดลงมาที่อารมณ์ปกติ ให้คิดว่าเราถึงฌานได้แล้วจะอยู่นานหรือไม่นานก็ช่าง เป็นอันว่าเราเข้าถึงธงชัยแล้วก็ดีถมไป วันนี้ฌานสลายตัววันหน้าเวลาหน้ายังมีอีก เมื่อเรายังไม่ตายเพียงใด เราก็เล่นเพลิดเพลินในฌานให้อารมณ์เป็นสุข เพื่อเพราะกำลังสมาธิไว้เป็นกำลังช่วยตัดกิเลสในโอกาสหน้าต่อไป

….เลอะเทอะมาเสียนาน ตอนนี้เข้าตอนฌานสี่กันเถอะ เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่หยาบตอนนั้นจะมีความรู้สึกว่า ลมหายใจหายไป ไม่รู้สึกว่าหายใจ แต่ที่จริงแล้วลมหายใจยังมีตามปกติแต่ทว่าจิตไม่รับทราบว่าร่างกายทำอะไร หายใจหรือไม่ จิตใจย่อมไม่รับรู้ตามท่านพูดว่าจิตกับประสาทแยกกันเด็ดขาด แต่ตอนฌานสี่หยาบนี้จิตแยกออกจากประสาทจริงแต่ยังไปไม่ไกลนัก ฉะนั้นเมื่อมีเสียงดังขนาดเครื่องขยายเสียงที่ดังมากๆ ตั้งอยู่ใกล้หูยังพอได้ยินแว่วๆ เหมือนอยู่ไกลกันมาก..

…เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่ละเอียด ตอนนี้สบายมาก เพราะไม่รู้อะไรเลย (ไม่ใช่หลับ) ภายในกำลังของจิตเข็มแข็งมาก มีความสว่างโพลง แต่จิตไม่ยอมรับรู้เรื่องของประสาทเลย ไม่ว่าเสียงหรือการกระทบกาย จิตไม่ยอมรับทราบด้วยประการทั้งปวง อาการของฌานสี่ที่ละเอียดเป็นอย่างนี้…

….ที่นำอาการของฌานมากล่าวไว้ที่นี้ก็เพราะว่าการปฏิบัติในหมวดสุกขวิปัสสโก ก็ทรงฌานเหมือนหมวดอื่นเหมือนกัน เพื่อนักปฏิบัติจะได้ทราบอาการเอาไว้ เพราะมีผู้มาถามเรื่องอาการของฌานนี้นับรายไม่ถ้วน บางรายถามแล้วถามอีกถามบ่อยๆ ชักสงสัยว่าทำจริงหรือเปล่า เพราะผู้ทำจริงเขาไม่ถามบ่อย เมื่อถามแล้วเอาไปปฏิบัติได้แล้วรู้เรื่องก็ไม่มีเรื่องถามต่อไป…”.

หนังสือวิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายๆ หน้า ๒๕ – ๓๐ โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี..

แหล่งทีมา : http://palungjit.org

“การขอขมาพ่อแม่”เรื่องสำคัญที่บุตรหลานควรรู้ ทำได้ทุกวันเวลา แสดงออกถึงความสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตนเอง..

วิธีขอขมาพ่อแม่ เรื่องสำคัญที่บุตรหลานควรรู้

การขอขมาพ่อแม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตทำได้ทุกเทศกาล ไม่ใช่เฉพาะวันพ่อ วันแม่ เท่านั้น ใครที่อยากขอขมาในสิ่งที่ทำไม่ดีกับพ่อ-แม่ แต่ไม่รู้วิธีขอขมาพ่อแม่ สิ่งที่ควรเตรียมก่อนขอขมาพ่อแม่ ลองมาดูกันเลย

สำหรับการขอขมาพ่อแม่ เป็นสิ่งที่ลูก ๆ ทุกคนควรทำ เพราะใน ๑ ปีที่ผ่านมา เราไม่อาจรู้ได้ว่า มีสิ่งใดบ้างที่เราทำลงไป และเป็นเหตุให้พ่อแม่ไม่พอใจ ไม่สบายใจบ้าง ไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม และการขอขมาพ่อแม่ ยังเป็นแสดงออกถึงความสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาอีกด้วย ซึ่งการขอขมาพ่อแม่สามารถทำได้ทุกวัน และทุกเทศกาล

วิธีการขอขมากรรมกับบิดามารดาอย่างถูกวิธี

สิ่งที่ควรเตรียมในการขอขมาพ่อแม่

  • ๑. พานธูปเทียนแพ และพวงมาลัย ที่มีดอกมะลิ ในพวงมาลัย ๑ พวง
  • ๒. ซองใส่ปัจจัยให้พ่อแม่ ถือเป็นการซื้อชีวิตใหม่จากบุพการี
  • ๓. ชุดใหม่ให้พ่อแม่ นิยมเป็นชุดนอน และอาหารที่ท่านโปรด
  • ๔. กะลังมังใบใหม่ใส่น้ำอุ่น น้ำลอยดอกมะลิ หรืออาจจะเป็นน้ำใส่น้ำอบให้หอม ๆ
  • ๕. ผ้าเช็ดมือ เช็ดเท้าผืนใหม่
  • ๖. ผ้าขาวดิบ
  • ๗. ถาดใส่ของ (วางทับด้วยผ้าขาวดิบ)
  • ๘. สถานที่ทำพิธีขอขมา ควรเป็นกลางแจ้ง

หมายเหตุ : หากไม่มี หรือไม่สามารถ เตรียมตามความพร้อมทั้งหลายเหล่านี้ได้ ท่านสามารถกระทำเพียงน้อมจิตตั้ง นะโมฯ ทำการกล่าวคำสมาลาโทษได้เลย

  • ขั้นตอนในการขอขมาพ่อแม่
  • ๑. ก่อนทำพิธีขอขมาพ่อแม่ ให้อธิษฐานจิตบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ดังนี้
  • “องค์พระพุทธเจ้า ลูกชื่อ…………………………….. วันนี้ลูกตั้งใจจะขอขมา ขอโอสิกรรมจากคุณพ่อคุณ แม่
  • ขอองค์พระพุทธจงบันดาลให้ลูกทำสิ่งนี้สำเร็จเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ด้วยเทอญ
  • แม่สื้อ เทพยดาทั้งหลาย เจ้าที่เจ้าทาง พระแม่ธรณี พระแม่คง พระแม่พระพาย พระแม่พระเพลิง
  • วันนี้ เวลานี้ ลูกชื่อ………………………….ได้ตั้งใจที่จะทำพิธีขอขมา ขออโหสิกรรมจากคุณพ่อ คุณแม่ ขอจงเป็นพยานให้ลูกด้วยเทอญ”
  • ๒. ให้พ่อกับแม่นั่งบนเก้าอี้หรือโซฟา ขณะที่เรานั่งกับพื้น พร้อมกราบท่าน ๓ครั้ง
  • ๓. ให้ยกเท้าของท่านมาล้างในกะละมังน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ โดยขณะที่ล้างเท้าให้ท่านอยู่นั้น ก็กล่าว ขอขมากรรมในสิ่งที่เคยล่วงเกินท่าน ทั้งในอดีตที่ผ่านมาและในอนาคต ทั้งกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี หรือในสิ่งที่ทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ ลูกกราบขออโหสิกรรมในสิ่งเหล่านั้นด้วย
  • ๔. หลังจากที่เราล้างเท้าท่านไป พูดไป จนเสร็จ ก็ให้นำเท้าของท่านมาวางบนขาเรา ซึ่งมีผ้าเช็ดเท้ารองอยู่ หลังจากนั้น ก็ให้เช็ดเท้าท่านให้แห้ง
  • ๕. เมื่อเช็ดเท้าของท่านแห้งดีแล้ว ก็ให้นำเท้าของท่านมาวางไว้บนขาเราก่อน และอธิษฐานจิตพร้อมพูดบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อีกครั้งว่า
  • “พระแม่ธรณีเจ้าขา พระแม่คงคาเจ้าขา พระแม่พระพายเจ้าขา พระแม่พระเพลิงเจ้าขา
  • ลูกมาขอกราบขมาลาโทษ ขอเป็นทิพยญาณ นำความดีและกุศลผลบุญที่ลูกทำในครั้งนี้
  • ไปบอกปู่ยมราช และนายนิติยบาลให้ด้วย ให้ช่วยจดบันทึกคุณงามความดีครั้งนี้ ที่ผ่านมา
  • ลูกจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ ลูกขอรับใช้กรรม แต่หลังจากนี้ไป ลูกกราบขอชีวิตใหม่จากบุพการี”
  • ๖. จากนั้นให้เราก้มหมอบลง และนำเท้าท่านมาวางบนหัวเรา
  • ๗. หลังจากนั้น ก็นำพานธูปเทียนแพมามอบให้กับกับท่าน พร้อมพูดว่า
  • “พ่อคะ/แม่คะ ลูกขอขมา ขออโหสิกรรม ขอชีวิตใหม่ที่ดีให้ลูกด้วยนะคะ (ท่านก็จะพูดให้ศีลให้พร ให้ชีวิตใหม่กับเรา)”
  • ๘. สุดท้าย ให้อธิษฐานจิตอีกครั้งถึงพระพุทธเจ้า พร้อมกล่าวว่า
  • “ลูกชื่อ………………………..ขออนุโมทนาบุญ จากพระพุทธเจ้า ให้สำเร็จบุญนี้ให้ลูกด้วย
  • ลูกขอนำกุศลบุญส่วนหนึ่ง อุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร ที่ติดตามลูกมาแต่อดีตชาติจนปัจจุบัน ให้รับกุศลของลูก ณ บัดนี้ เดี๋ยวนี้……..
  • (เราพูดเองต่อ ขานเอง เออเอง) รับเลยจ๊ะ รับแล้วใช่ไหมจ๊ะ สาธุ สาธุ สาธุ”
  • คำกล่าว ขอขมาพ่อแม่
  • นอกจากคำกล่าวขอขมาข้างต้น ยังมีอีกหนึ่งคำกล่าวที่สามารถใช้ในพิธีขอขมาได้เช่นกัน คือ
  • “กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส ที่ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล) ประมาทพลาดพลั้งทำผิดมาในชาตินี้ ตั้งแต่เกิด จนถึงปัจจุบัน (หากนึกเรื่องได้ เช่น เคยด่าว่าพ่อแม่ เคยขัดใจท่าน เคยเถียงท่าน ควรบอกให้หมด) หนูสำนึกแล้ว ในกรรมนั้น ขอให้พ่อและแม่ อโหสิกรรมให้กับลูกในทุก ๆ เรื่อง”

หมายเหตุ :

กรณีที่คุณพ่อ เสียชีวิตไปแล้ว หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

– หลังจากที่ล้างเท้าคุณแม่เสร็จแล้วบอก ขอให้คุณแม่เป็นตัวแทนคุณพ่อ พร้อมขอให้ช่วยยกโทษ และอโหสิกรรมให้แทนคุณพ่อด้วย หลังจากนั้น ให้นำพวกมาลัยกับซองเงิน มาให้คุณแม่แล้ว จึงกราบเท้าคุณแม่แทนคุณพ่อ เพิ่มอีก ๓ ครั้ง

กรณีที่คุณแม่ เสียชีวิตไปแล้ว หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

– หลังจากที่ล้างเท้าคุณพ่อเสร็จแล้วบอก ขอให้คุณพ่อเป็นตัวแทนคุณแม่ พร้อมขอให้ช่วยยกโทษ และอโหสิกรรมให้แทนคุณแม่ด้วย หลังจากนั้น ให้นำพวกมาลัยกับซองเงิน มาให้คุณพ่อแล้ว จึงกราบเท้าคุณพ่อแทนคุณแม่ เพิ่มอีก ๓ครั้ง

กรณีที่คุณพ่อ คุณแม่ เสียชีวิตไปแล้ว หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

– สำหรับกรณีนี้ ขอให้คุณพ่อหรือคุณแม่ของแฟนเป็นตัวแทนในการขอขมา แต่ถ้าไม่มีแฟน ก็เปลี่ยนเป็นคุณปู่ย่า ตายาย แทน แต่ถ้าไม่อีก ก็ให้ใช้พ่อแม่บุญธรรมแทน จะใช้พ่อบุญธรรมหรือแม่บุญธรรมเพียงคนเดียวแทนทั้งสองฝ่ายก็ได้ ถ้าไม่มีพ่อแม่บุญธรรม ให้หาครูบาอาจารย์ที่เราเคารพรักจริง ๆ แทนก็ได้ พร้อมทำตามขั้นตอนเหมือนที่ขอขมากับคุณพ่อคุณแม่ทุกอย่าง

อย่างไรก็ดี ขอให้เราพึงระลึกไว้เสมอว่า พิธีขอขมากรรมต่อพ่อแม่ เป็นเพียงการขอขมาให้ความผิดที่เราได้เคยกระทำต่อท่านเท่านั้น ดังนั้น หากต้องการตอบแทนท่านจริง ๆ ขอเพียงเราปฏิบัติตนเป็นลูกที่ดี กตัญญูต่อท่าน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในความรู้สึกของพ่อแม่แล้ว

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

“หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”แนะนำ “พระคาถาปัจเจกโพธิ์”ให้หมั่นสวด..เงินทองจะไหลมาเทมา ใช้ได้ผลจริง หลวงพ่อปานเรียนมาจากครูผึ้ง..

  • อานิสงส์คาถาพระปัจเจกโพธิ์
    โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
    ในปัจจุบันนี้ภาวะทางเศรษฐกิจย่ำแย่ ตามบริษัทห้างร้านต่างๆ ต่างคนต่างบ่นกันพึมพำ ชาวบ้านหรือก็หนักใจ เมื่อพูดถึงเรื่องจนก็ทำให้นึกถึง คาถาวิระทะโย
  • พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ
    วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา
    วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหมฯ
  • คาถาบทนี้มีความสำคัญมาก พวกเราทุกคนควรจะทำให้ได้เป็นพื้นฐานไว้ก่อน คาถาบทนี้ทำขึ้นน้อยๆ ถ้าเงินมันขาดมือจะชดใช้กันทัน ถ้าหากทำขึ้นเต็มอัตรา เงินจะเหลือใช้ แต่ต้องทำเป็นสมาธินะ
    การทำสมาธินี่ไม่ต้องนั่งก็ได้ ถ้าว่างตอนไหนก็นึกว่ามันเรื่อยไป ขายของอยู่ ทำงานอยู่ พอว่างนิดก็ว่าไป เดินไปนึกขึ้นได้ก็ว่าไป
    คาถาวิระทะโย นี้ใครทำเป็นสมาธิได้ ถ้าทำถึงอุปจารสมาธิ ตอนนี้เงินไม่ขาดตัวแน่ ถ้ามีความจำเป็นมากจริงๆ มักจะหาได้ทัน ถ้าเข้าถึงขั้นปฐมฌานตอนนี้ละขังตัว ไม่ใช่พอใช้นะ เหลือใช้เลย แต่ต้องทำได้ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปนะ
    คาถาบทนี้มีคนใช้ได้ผลมาเยอะแล้ว คนที่ใช้ได้ผลคนแรกสุดคือ นายห้างขายยาตราใบโพธิ์ ที่ว่าเป็นคนแรกเพราะอะไร เพราะตอนนั้น หลวงพ่อปาน ท่านไปเรียนมาจาก ครูผึ้ง ซึ่งอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้มาจากพระธุดงค์องค์หนึ่ง และพระธุดงค์องค์นี้ท่านก็บอกมาว่าเป็น คาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้า
    ตามปกติครูผึ้งท่านรักษาศีลอยู่แล้ว ก่อนที่พระธุดงค์จะไป ท่านได้ให้คาถาบทนี้และบอกว่า “ตอนเช้าทุกวันควรใส่บาตร ก่อนจะใส่บาตรก็ให้ว่าคาถาบทนี้หนึ่งจบ แล้ววิธีใส่บาตรมีอยู่ ๒ อย่าง ถ้าไม่มีพระจะมา ให้ใช้ข้าวสารตักแทนก็ได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราใช้สตางค์ใส่บาตรแทนก็ได้ เงินนั้นให้ใช้เป็นค่าอาหาร มากน้อยตามกำลัง ไม่จำเป็นต้องไปรอพระมา ถ้าเห็นว่ามันมากพอสมควร ก็เอาไปถวายพระ บอกท่านว่าเป็นค่าอาหาร แล้วท่านจะนำไปใช้ค่าอาหาร หรือเอาไปใช้ก่อสร้างก็เป็นเรื่องของท่าน แต่เรามีเจตนาเป็นค่าอาหารแล้วกัน เท่านั้นก็พอ”
  • แล้วท่านก็บอกอีกว่า “ก่อนปลูกผัก ปลูกต้นไม้ หว่านข้าว ดำข้าว ก็ว่าคาถานี้หนึ่งจบตามวิธีการของท่าน เวลาบูชาพระกลางคืนให้ว่า ๓ จบ หรือ ๕ จบ หรือ ๗ จบ หรือ ๙ จบก็ได้ นอกจากนั้นก็ควรเจริญสมาธิ ถ้าเจริญเป็นสมาธิ แต่บูชาพระกับตอนใส่บาตร ท่านบอกว่ามีสภาพเป็นเบี้ยต่อไส้ หมายความว่าถ้าจะหมดตัวจริงๆ ก็จะหาได้ทัน”
    ฉันเคยโดนบ่อยๆ ในระยะต้นๆ โดนเองถึงรู้ แต่พอจวนตัวก็จะมีมาทุกครั้งไป ถ้าภาวนาให้จิตเป็นฌานจะมีผลมาก
    และมีวิธีการปฏิบัติเพื่อเจริญอีกอย่างหนึ่ง แต่ว่าห้ามพูดนะถ้ารู้ว่าเงินเกิน เวลาที่เราบูชาพระด้วยคาถาบทนี้กี่จบ เวลาที่จะเก็บสตางค์ให้ถือสตางค์ไว้ แล้วยื่นลงไปในที่สำหรับเก็บเงิน มือมันจะกำสตางค์อยู่ แล้วว่าคาถาบทนี้เท่านั้นจบ ว่าเสร็จแล้วปล่อยมือออกเป็นอันว่าใช้ได้
    ทีนี้เวลาที่จะนำสตางค์ไปใช้ ท่านให้หยิบสตางค์อันนั้นแต่ว่าห้ามนับเงิน แล้วว่าคาถาตามจำนวนที่เราบูชาพระ ดึงเอาเงินนั้นออกมา ถ้าเกินกว่าจำนวนที่เราต้องการ เวลาที่เราจะเก็บเราก็ว่าคาถาแบบนี้เหมือนกัน ถ้าทำแบบนี้ท่านบอกว่าเงินจะขาดที่นั้นไม่ได้เลย
    ถ้าบางครั้งปริมาณเงินที่เราเก็บไว้ สมมติว่าเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท มันเป็นปึก เราดึงมาทั้งปึก (๑,๐๐๐ บาท) แต่ปรากฏว่าเงินมันมีอีก ห้ามนำไปพูดกับคนอื่น ถ้าพูดเงินจะหด ท่านห้ามอวด อันนี้นายห้างประยงค์เคยไปเล่าให้ฟังเหมือนกัน ท่านทำได้ผลตามนี้ และทำได้เป็นคนแรก หลังจากขอเรียนจากหลวงพ่อปาน

  • ครูผึ้ง
  • (ต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ของผู้ที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อ ที่ได้รับผลในปัจจุบันนี้)
  • ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ ผมก็คิดเรื่องการเรื่องงานเป็นประจำเลยครับ ทีนี้อยากถามว่ากรรมฐานบทไหนที่ทำให้ค้าขายดีครับ…”
    หลวงพ่อ :- “อ๋อ…ก็บทค้าขายราคาถูกซิ เขาขาย ๑ บาท เราขายห้าสิบสตางค์ รับรองพรึบเดียวหมด บทนี้ดีมาก เพราะเมตตาบารมีไงล่ะ”
    ผู้ถาม :- “โอ้โฮ…ตรงเปี๊ยบเลยหลวงพ่อ…”
    หลวงพ่อ :- “ยังมีอีกนะ ถ้าบทที่สองดีกว่านี้อีก จาคานุสสติ แจกดะเลย”
    ผู้ถาม :- “โอ…บทนี้น่ากลัวจนแย่เลย”
    หลวงพ่อ :- “ไอ้เรื่องค้าขายดีมีคาถาตกอยู่บทหนึ่ง”
    ผู้ถาม :- “เดี๋ยวผมขอจดก่อนครับ”
    หลวงพ่อ :- “ไม่ต้องจดหรอก คาถามหาโต๊ะ มหาโต๊ะนี่สมัยนั้นบวชด้วยกัน มีโยมคนหนึ่งแกหาบข้าวแกงมาขาย หาบไปตั้งแต่เช้ากลับมาบ่าย มันก็ไม่หมด
  • วันหนึ่งมหาโต๊ะยืนล้างหน้าอยู่ที่หน้าต่าง แกก็บอก “ท่านมหา มีคาถาอะไรดีๆ ทำน้ำมนต์ให้ทีเถอะ จะได้หมดเร็วๆ”
    มหาโต๊ะแกไม่ใช่นักคาถาอาคมกะเขานี่ ก็นึกไม่ออก แต่ไอ้นี่น่าจะดีว่ะ “อนัตตา” แกนึกในใจนะ แกไม่ได้บอก แกก็เอาน้ำล้างหน้าพรมๆ ยายนั่นแกก็กลับไป พอสายๆ แกก็กลับ ปรากฏว่าหมด”
    ผู้ถาม :- “อะไรหมดครับ…”
    หลวงพ่อ :- “ของหมด ข้าวแกงหมด แต่หม้อยังอยู่ หาบยังอยู่ และคนหาบยังอยู่ แหม…นี่ต้องให้อธิบายให้ละเอียดเลยนะ”
    ผู้ถาม :- (หัวเราะ)”คือสงสัยครับ”
    หลวงพ่อ :- “ก็เป็นอันว่าวันต่อมา โยมคนนั้นแกก็มาหาเรื่อยๆ แกก็สังเกตมหาโต๊ะ ในที่สุดมหาโต๊ะต้องทำน้ำมนต์ด้วยคาถาบทนี้เอาไว้ที่บูชา แกก็ไปขายหมดทุกวัน ก็แปลกเหมือนกัน เพราะจิตตรงใช่ไหม…อนัตตา นี่เขาแปลว่าสลายตัวไงล่ะ”
    ผู้ถาม :- “ลูกหลานเอาไปใช้ได้ไหมครับหลวงพ่อ…”
    หลวงพ่อ :- “ปู่ย่าตายายก็ใช้ได้”
    ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “แล้ว คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ใช้ได้ไหมครับ…”
    หลวงพ่อ :- “ความจริง คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ของเขาดี เขาขายของ แล้วก็พรมตั้งแต่ตอนเช้า ถ้าตั้งร้าน ก็พรมหน้าร้านตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนล้างหน้านั่นแหละ ทำตอนนั้น เอาน้ำล้างเสกด้วยคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า เสกแล้วพอล้างหน้าเสร็จก็พรม ตอนพรมก็ว่าไปด้วยนะ”
    ผู้ถาม :- “บางคนก็ว่า ถ้าว่าคาถา มหาปุญโญ มหาลาโภ ภวันตุ เมฯ ก็จะมีลาภมาก…”
    หลวงพ่อ :- “มหาปุญโญ เป็นคาถาเสกพระวัดพนัญเชิง เจ้าอาวาสวัดนั้นรูปร่างผอมดำ นั่งเสกด้วยคาถานี้ ๓ ปี ฉะนั้นวัดนี้จึงมีลาภมาก แล้วต่อมาสมเด็จหรือใครก็ไม่ทราบ ถามว่าเสกด้วยคาถาอะไร ท่านก็บอกว่า เสกด้วยคาถา มหาปุญโญ มหาลาโภ ภวันตุ เมฯ แล้วท่านก็บอก ต่อด้วย คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า
    มีอยู่รายหนึ่งชื่อ นายแจ่ม เปาเล้ง บ้านอยู่อำเภอดำเนินสะดวก แกเป็นคนจน ทำสวนอยู่ที่บางช้าง ปลูกพริกขายเป็นอาชีพ เพราะอาศัยความจนของแก จึงได้เป็นหนี้สินเขาอยู่ตั้ง ๒ หมื่น (นี่พูดถึงสมัยนั้นนะ เดี๋ยวนี้เป็นเงินเท่าไหร่ก็คิดกันดู)
    ตาแจ่มจึงมาขอเรียนคาถาพระปัจเจกโพธิ์ เมื่อได้ไปแล้ว วันๆ ไม่ได้ทำอะไร นอกจากท่องแต่คาถาอย่างเดียว นั่งทำอยู่ทั้งวันทั้งคืน ข้างฝ่ายลูกเมียของตาแจ่มก็ดีแสนดี ไม่ยอมให้แกทำอะไรเหมือนกัน นอกจากท่องคาถา
    “คาถาบทนี้ เขาทำแล้วรวยนี่ ต้องให้มันรวยให้ได้” ลูกเมียแกว่างั้น ตาแจ่มแกคิดจะเอาอย่าง นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร นั่นแหละ
    ทีนี้ พอพริกออกดอกออกผลขึ้นมาจริงๆ ตาแจ่มก็คิดจะขายพริกละ ไอ้พริกของคนอื่นนะงามสะพรั่ง มีพริกเยอะแยะ มองดูหนาทึบไปหมด ส่วนพริกของตาแจ่มพิเศษกว่าเขา มียอดหงุกๆ หงิกๆ เม็ดก็บางตา มองดูโปร่งๆ ดูท่าทางแล้วเห็นจะขายได้ไม่กี่สตางค์
    อีตอนเก็บนี่ซิ คนอื่นเก็บพริกได้กองใหญ่เท่าไร ตาแจ่มก็เก็บได้กองโตเท่านั้น เห็นพริกบางๆ ยอดหงุกหงิกๆ นั่นแหละ เขาเก็บได้เท่าไร ตาแจ่มก็เก็บได้เท่านั้น
    มาถึงตอนขาย เจ๊กชั่งของคนอื่นได้ ๑ หาบ พอมาของตาแจ่มกลับเป็น ๒ หาบ ทั้งๆ ที่กองก็โตเท่ากัน เจ๊กหาว่าตาแจ่มโกง คิดว่าเอาทรายใส่เข้าไปในกองพริกเป็นการถ่วงน้ำหนัก เลยเอะอะโวยวายใหญ่ ปรากฏว่าเม็ดดินเม็ดทรายที่เจ๊กว่านั้น หาไม่ได้เลย เล่นเอาเจ๊กแปลกใจ แต่ก็ต้องซื้อไปตามนั้น
  • พริกของคนอื่นเขาเก็บกัน ๒-๓ ครั้ง ก็หมดแล้ว ครั้งแรกมาก ครั้งที่สองได้มากหน่อย พอครั้งที่สามเก็บได้อีกเพียงเล็กน้อย เป็นอันว่าหมดกัน ต้องถอนต้นพริกทิ้ง แล้วปลูกกันใหม่ ส่วนพริกของตาแจ่มไม่เป็นอย่างนั้น ต้องลงมือเก็บกัน ๖ ครั้งถึงหมด พริกที่ได้แต่ละครั้งก็มีปริมาณเท่าๆ กัน นี่ไอ้พริกใบหงุกหงิกๆ นั้นแหละ เก็บกันซะ ๖ คราว
    ผลที่สุด พริกของตาแจ่มก็กลายเป็นของอัศจรรย์ แถมเจ๊กยังตีราคาให้สูงกว่าพริกของคนอื่นเสียอีก เพราะว่า “เมื่อส่งไปแล้วเป็นพริกที่มีค่า ทางโน้นเขาให้ราคาสูง” ปีนั้นจึงใช้หนี้สองหมื่นหลุดหมด แถมยังมีเงินเหลืออีกตั้งสองหมื่น”
    (นี่เห็นไหม ถ้าหากว่าท่านภาวนาคาถาบทนี้อยู่เสมอ ท่านอาจจะรวยกว่านายแจ่มก็ได้นะ)
  • ต่อมามีผู้นำคาถา อนัตตา ไปปฏิบัติ หลังจากที่หลวงพ่อแนะนำ เขาผู้นั้นได้เข้ามารายงานกับหลวงพ่อว่า
    “หลวงพ่อครับ อนัตตา แจ๋วเลยครับ อัศจรรย์มาก ตอนบ่ายวันนี้ฟลุ๊คมาก ของที่ผมขายฝรั่งคนเดียว ๑,๖๐๐ บาท ไม่เคยมีปรากฏเลยครับ”
    หลวงพ่อ :- “อาจารย์ทำยังไงล่ะ…อาจารย์ใช้แบบไหน จึงมีผลตามลำดับ…จะได้แจกจ่ายคนอื่นเขาบ้าง”
    อาจารย์ :- “อันดับแรกตักน้ำใส่แก้ว แล้วนำไปไว้หน้าพระพุทธรูปโต๊ะหมู่บูชา แล้วชุมนุมเทวดา ไหว้พระ บูชาพระ ตามหลวงพ่อกล่าวนำ มีมนต์อะไรก็สวดไป ของผมสวดยาวหน่อย เมื่อสวดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อาราธนาบารมีพระสัมมาพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย แล้วก็มาหลวงปู่ปาน แล้วมาหลวงพ่อ
    เสร็จแล้วเช้าตื่นมา ก็กราบแก้วน้ำ ๕ ครั้ง แล้วก็เอามาที่ห้องน้ำ แบ่งครึ่งใส่ขันสำหรับล้างหน้า ก่อนจะแบ่งก็ตั้งจิตให้ดี ว่า นะโม ๓ จบ แล้วก็ว่าคาถานี้อีกครั้งหนึ่ง เท่าที่ใช้ก็ใช้คาถา มหาปุญโญ มหาลาโภ ภวันตุ เมฯ แล้วก็มาว่า คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อว่าเสร็จแล้ว ก็บอก อนัตตา ขายเกลี้ยง
    อีกครึ่งหนึ่งเราแบ่งมา แล้วก็ว่า คาถาวิระทะโย ไป แล้วก็พรมตู้ต่างๆ แล้วก็ลงท้าย อนัตตาขายเกลี้ยงๆๆ แม้แต่หน้าร้าน เราก็พรมออกไปเลย ถ้าใครเดินมาถูกน้ำมนต์ปุ๊บ อยูไม่ได้ ต้องมาซื้อ อันนี้ได้ผลดีครับ”
    หลวงพ่อ :- “อ้าว…จำได้ไหมล่ะ อันนี้มีประโยชน์ดีนะ ควรจะนำไปใช้ทุกๆ คนนะ ฉันบอกให้อาจารย์เขาไปทำ ท่านทำแล้วผลมันเกิดขึ้นทุกวัน”
    อาจารย์ :- “แล้วถ้าฟลุ๊คอะไรเป็นพิเศษละก็ เวลาจุดธูปเทียน หรือพรมน้ำมนต์ มันจะขนลุกซู่ซ่า ถ้าซู่มากละมาแน่”
    หลวงพ่อ :- “อ้อ…กำลังปีติสูง ใช่ เพราะซู่ซ่านี่ เจ้าของมาแสดงให้ปรากฏ ถ้านึกถึงท่านจริง ท่านเข้ามาช่วยจริง ก็ถือว่าเป็นอาการของปีติ เมื่อสัมผัสแล้วทางจิตใจก็เกิดปีติความอิ่มใจเกิดขึ้น ขนลุกซู่ซ่ามาก
    การแสดงออกตามอาจารย์พูดน่ะถูก ถ้าหากว่าสัมผัสน้อยก็มีผลน้อยหน่อย แต่ก็ดีกว่าปกติ สัมผัสมากก็มีผลมากหน่อย ปัจจุบันทันด่วน อันนี้ถูกต้อง ถ้าทำขึ้น หนักจริงๆ นะ
    ถ้าขายของเป็นน้ำหนัก น้ำหนักจะสูงขึ้น แล้วก็ไม่สูงแต่ของเรา เอาไปขายคนอื่นต่อก็สูง นี่เขาทำมาแล้วนะ คนที่ไทรย้อยแกขายข้าว ไปซื้อข้าวมาวันนี้ พรุ่งนี้จะเอาไปขึ้นโรงสี แกก็พรมน้ำมนต์ก่อน พอถึงบ้านก็พรมน้ำมนต์หน่อย พอขึ้นโรงสีปรากฏว่าน้ำหนักสูง
    ถ้าหากว่าของที่เก็บไว้ในปี๊บในถุงในอะไรก็ตาม จะมีปริมาณสูง เมื่อก่อนหลวงพ่อปานท่านบอก เอาข้าวใส่ยุ้งฉางให้เรียบร้อย ตวงให้ดี แล้วนับให้ดี ทำมาจนกว่าจะถึงฤดู ออกมาใช้มาขายแล้วตวง มันจะมากทุกคราว
    จำเอาไว้นะ ถ้าปฏิบัติทุกคนจะไม่จน ฉันอยากให้ทุกคนรวย ฉันจะได้รวยด้วย พระแช่งให้ชาวบ้านจนก็ซวย พระไม่มีกินน่ะซิ”

 

  • หลวงพ่อปาน
  • คาถาเงินล้าน
  • (ตั้ง นะโม ๓ จบ )
    สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม
    พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
    พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน)
    มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
    มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
    พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
    วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
    มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
    สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
    เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ
    (บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)
    พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑ หน้า ๗๐-๗๙ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

จารึกสืบต่อไป กราบนมัสการพระพุทธชินสีห์ที่วัดบวรนิเวศวิหารเหมือนได้กราบทั้ง พ่อหลวง ร.๙ และสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทั้ง๒พระองค์

วัดบวรนิเวศวิหาร ในปัจจุบันได้ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๙ และในเพจของ ป๊อปวัดบวรได้มีการโพสถึงการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บรรจุใต้ฐานแท่นบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ ในพระอุโบสถ และการฯ บรรจุพระสรีรางคาร สมเด็จพระญาณสังวรฯไว้ที่ใต้ฐานพระพุทธชินสีห์จำลอง ไว้อย่างน่าสนใจ

โดยในเพจได้โพสข้อความดังนี้พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร อีกหนึ่งตำนาน ที่จะต้องจารึกสืบต่อไป ๙/๑๙เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ทรงมีพระบรมราชโองการในรัชกาลที่ ๙ โปรดเกล้าฯ บรรจุพระสรีรางคาร สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ใต้ฐานพระพุทธชินสีห์จำลอง ด้านมุขตะวันตกวิหารเก๋ง ในวัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธชินสีห์นี้ได้เสด็จเททองหล่อเมื่อครั้งพระชนม์ ๘๐ พรรษา ๓ ตุลาคม ๒๕๓๖และในวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาบที่ ๑๐ เสด็จพระราชดำเนิน อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บรรจุใต้ฐานแท่นบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ ในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหารครั้งภายภาคหน้า ตัวท่านเอง และ ลูกหลานไทย ได้ไปยังวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ จักได้กราบนมัสการพระพุทธชินสีห์ และได้กราบทั้งสองพระองค์ “สองธรรมราชา พระราชาผู้ครองราชย์ และองค์สังฆราชผู้ครองธรรม” ๙/๑๙ เรื่องราวนี้ ขอทำบันทึกจารึกเป็นประวัติศาสตร์ ให้ลูกหลานไทย ได้รู้ และได้ปฏิบัติ ถึงพระกรุณาธิคุณ และสถานที่พระองค์เสด็จสถิตย์อยู่ทั้งสองพระองค์ไม่ได้จากเราไปไหนไกล แต่ยังคงสถิตย์อยู่ใกล้ปวงประชาพสกนิกร และพุทธศาสนิกชนไทย สืบต่อไปชตลอดกัลปวสาน #ป๊อปวัดบวร

คงไม่ต้องบอกทุกท่านคงจะรู้ได้เลยว่า การมากราบพระพุทธชินสีห์ ที่วัดบวรนิเวศวิหารต่อไปนี้เท่ากับเราได้กราบนมัสการพระพุทธชินสีห์ และได้กราบทั้งสองพระองค์ “สองธรรมราชา พระราชาผู้ครองราชย์ และองค์สังฆราชผู้ครองธรรม”ที่คนไทยทุกคนเคารพและเทิดทูลยิ่งกว่าสิ่งใดในโอกาศภายภาคหน้าต่อไป

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

เปิดใจ!! ลุงเฉื่อย ราษฏรของพระราชา เผยวินาทีใช้เชือกฟางแทนเข็มขัด เพื่อความสุภาพเรียบร้อย ก่อนวางดอกไม้จันทน์ถวายพ่อหลวง!!

วันนี้(28 ต.ค.60)ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้าหลังจากได้มีการนำเสนอข่าว เรื่องน่ารักของลุงเฉื่อยในวันถวายดอกไม้จันทน์ กรณี เพจ ชุมชนเขวาสินรินทร์ ได้โพสต์รูปและแชร์ข้อความว่า “ #มาด้วยใจถวายความอาลัยพ่อหลวงภูมิพล #ลุงเฉื่อย ผู้สันโดษจากบ้านเขวาสินรินทร์หนึ่งในพสกนิกรชาวเขวาสินรินทร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเดินทางมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อถวายความอาลัยแด่พ่อหลวง ร.9 ณ ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ วัดบ้านฉันเพล ต.ปราสาททอง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์

 

 

#อีกหนึ่งความน่ารักของลุงเฉื่อย เจ้าหน้าที่จุดคัดกรองเล่าว่า “ตอนผ่านจุดคัดกรอง คุณลุงปล่อยชายเสื้อ เลยขอความกรุณาให้คุณลุงเอาชายเสื้อเข้าในกางเกง ลุงตอบแบบนิ่งๆ ผมไม่มีเข็มขัด แล้วก้อรีบจัดชายเสื้อเข้าในกางเกง แล้วหันมาถามว่า แบบนี้ ใช้ได้หรือยัง? เข็มขัดลุงเจ๋งมากค่ะ” สังคมโซเซียลมีเดียกระหน่ำแชร์เรื่องราวออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นที่สนใจชั่วข้ามคืน ล่าสุดวันนี้(28 ต.ค.60)พบว่ามี ยอดไลท์มากถึง 14,099 ครั้ง ยอดแชร์ 4,553 ครั้ง และยอดเข้าถึงมากกว่า 2 ล้าน คนเห็นโพสต์นี้

ล่าสุดวันนี้(28 ต.ค.60) นายอุเทน ชูวา (ชาคริต) และ นายเสน เหลี่ยมดี ซึ่งแอดมิน เพจ ชุมชนเขวาสินรินทร์ คนต้นเรื่อง เพื่อพาลงพื้นที่ไปพบกับ ลุงเฉื่อย หรือ นายเฉื่อย พโยมแจ่ม อยู่หมู่ที่4 ต.เขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินทร์ จ.สุรินทร์ ซึ่งมีอาชีพเป็น ผู้ช่วยสับปะเหร่อ วัดโพธิ์รินทร์วิเวก หมู่ 2 บ้านเขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์

 

มีความสามารถพิเศษ เป็นควาญช้าง กิจวัตรประจำวันของ ลุงเฉื่อย คือ การดูแลทำความสะอาดเมรุวัดโพธ์รินทร์วิเวก ปัจจุบันอาศัยหลับนอนประจำอยู่ที่วัดโพธ์รินทร์วิเวกแห่งนี้ด้วย กำลังแต่งตัวหล่อ ด้วยชุดเก่ง ดำทั้งชุด เสื้อดำ กางเกงดำ รองเท้าผ้าใบสีดำ ที่ประชาชนนำมาบริจาคหลังทราบข่าว แต่เข็มขัดเชือกฟาง เหมือนเดิม กลายเป็นเอกลักษณ์ เพื่อเดินทางไป ร่วมงานบุญกฐินที่ประเทศกัมพูชา

คุณลุงเฉื่อย หรือ นายเฉื่อย พโยมแจ่ม อายุ 59 ปี เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้เดินทางจากวัดโพธิ์รินทร์วิเวก หมู่ 2 บ้านเขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ เพื่อมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อถวายความอาลัยแด่พ่อหลวง ร.9 ณ ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ วัดบ้านฉันเพล ต.ปราสาททอง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ แต่พอมาถึง เจ้าหน้าที่จุดคัดกรอง บอกว่า ตนใส่กางเกงยีนส์ เข้าไม่ได้ ก็เลยรีบวิ่งมาที่วัดโพธิ์รินทร์วิเวก เพื่อหายืมกาง เกง และเสื้อของชาวบ้าน พอมารอบที่สองอีกก็ยังไม่ผ่าน เรื่องการแต่งกาย ที่ไม่สุภาพ จึงต้องกลับหาหาหยิบยืม เพื่อให้ผ่านจุดคัดกรอง เจ้าหน้าที่ได้ให้ตนเอาชายเสื้อเข้าในกางเกง ตอบก็ตอบไปว่า ไม่มีเข็มขัด คิดในใจว่า คงต้องวิ่งไปวัดรอบที่ 3 อีกแน่ๆ แล้วก้อรีบจัดชายเสื้อเข้าในกางเกง แล้วหันไปถามเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองว่า แบบนี้ ใช้ได้หรือยัง? ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้หันมาตอบว่า เข็มขัดลุงเจ๋งมากค่ะ ลุงเฉื่อยเชือก ฟาง กล่าว.

 

ขอบคุณ (ภาพ อุเทน ชูวา (ชาคริต) ,เสน เหลี่ยมดี แอดมิน เพจ ชุมชนเขวาสินรินทร์ )

ควรค่าแก่การเก็บไว้!! 8 ธนบัตร ร.๙ ที่หายากที่สุดในโลก ใครมีแบบไหนบ้าง เช็คด่วน (ชมคลิป)

ตอนนี้กระแสสะสมธนบัตร ร.9 ที่หายาก กำลังมาแรงมาก เพราะกำลังเป็นที่ต้องการของนักสะสม และบุคคลทั่วไปทั้ง เก็บไว้เป็นที่ระลึกและเก็บไว้เก็งกำไร เรามาดูกันว่า ธนบัตรแบบไหนบ้างที่หายากจนหลายๆคนซื้อเอามาเก็บสะสมกัน เอาเป็นว่าไปชมพร้อมๆกันเลยจ้า…

ชมคลิป

ขอบคุณที่มา : Anucha Sattanan

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท!! เปิดยศใหม่พระราชวงศ์ หลังเปลี่ยนผ่านรัชกาล สู่ยุคทองในหลวง รัชกาลที่ 10(รายละเอียด)

เรียกได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่แผ่นดินยุคในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ อย่างเต็มตัว ภายหลังจากพระราชพิธี เสด็จขึ้นครองราชย์ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อช่วงค่ำของวันที่ ๑ ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการให้ข้อมูลรายละเอียดเรื่องของ พระราชอิสริยยศใหม่ของพระราชวงศ์ โดยเฟสบุคเพจ คลังประวัติศาสตร์ไทย เอาไว้โดยละเอียด โดยมีรายละเอียดหลักเกณฑ์ดังนี้

“ยศใหม่ของพระราชวงศ์” เมื่อเปลี่ยนรัชกาล
เมื่อมีการผลัดแผ่นดินเกิดขึ้น หากพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศได้ทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทไว้เรียบร้อยแล้ว องค์รัชทายาทพระองค์นั้นก็จะเสด็จขึ้นเป็นพ่อยู่หัวพระองค์ใหม่ทันทีตามธรรมเนียมที่ว่า “แผ่นดินจะว่างเว้นพ่อยู่หัวไม่ได้” เพราะราชการงานศึกที่เกี่ยวพันธ์มาจากรัชกาลก่อนนั้นยังจะต้องดำเนินต่อไป และอีกเหตุผลก็คือ “เพื่อเป็นเสาหลักให้แก่พระราชวงศ์ และพสกนิกรในประเทศ”…ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชสมบัติการนับเชื้อพระวงศ์ทางสายพระโลหิตก็จะย้ายจากสายของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศมาที่สายของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทันที นั่นก็คืออ “การสถาปนาพระราชอิสริยยศใหม่ภายในพระราชวงศ์” โดยมีหลัก เกณฑ์ดังนี้

1. พระราชบุพการีในพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ คือ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ พอเข้ามาในรัชกาลใหม่นั้นพระองค์มีฐานะเป็นพระชนนี หรือแม่ของพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นพระองค์จะได้รับการถวายพระราชอิสริยยศขึ้นเป็น “สมเด็จพระศรี(รอชื่ออย่างเป็นทางการ)บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง” ออกพระนามโดยย่อว่า “สมเด็จพระพันปี” อนึ่งผู้ที่จะขึ้นไปถึงยศพระพันปีหลวงนี้จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ว่า เป็นพระอัครมเหสีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน แลเป็นแม่ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ดั่งในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ที่เคยมีมาคือ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นอัครมเหสีในรัชกาลที่ 5 เมื่อผลัดแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ถวายพระราชอิสริยยศใหม่ให้แม่ขึ้นเป็น “สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง”

2. พระราชโอรส และพระราชธิดา คือ เนื่องจากพระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่นี้ล้วนแต่ประสูตินอกเศวตฉัตรทั้งสิ้น (ประสูตินอกเศวตฉัตรหมายถึง ประสูติก่อนขึ้นครองราชย์) ดังนั้นในรัชกาลก่อน พระราชโอรส และพระราชธิดาเหล่านี้จะมียศเป็น พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้ากันทั้งสิ้น เมื่อเปลี่ยนรัชกาลก็จะได้รับการอวยยศขึ้นเป็นพระเจ้าลูกเธอโดยทันที ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
2.1สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชาย-หญิง (เจ้าฟ้าชั้นเอก ออกพระนามว่า ทูลกระหม่อมชาย –หญิง) พระราชโอรส และพระราชธิดาชั้นนี้จะต้องประสูติจากพระอัครมเหสีเท่านั้น นั่นก็คือประสูติจาก พระบรมราชินีนาถ ,พระบรมราชินี, พระบรมราชเทวี, พระอรรคราชเทวี เป็นต้น

2.2สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชาย-หญิง…(เจ้าฟ้าชั้นโท ออกพระนามว่า สมเด็จชาย -หญิง) พระราชโอรส และพระราชธิดาชั้นนี้จะต้องประสูติจากพระภรรยาเจ้า นั่นก็หมายความว่า “มีแม่เป็นเจ้าหญิงในพระราชวงศ์ ตั้งแต่ชั้น พระวรวงศ์ เธอพระองค์เจ้า หรือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขึ้นไปแต่ไม่ถึงราชินี” เช่น พระวรราชเทวี ,พระวรราชชายา ,พระวรชายา เป็นต้น

2.3พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าชาย-หญิง (พระองค์เจ้าชั้นเอก ออกพระนามว่า เสด็จพระองค์ชาย-หญิง) พระราชโอรส และพระราชธิดาในชั้นนี้จะประสูติจากเหล่าพระสนม เจ้าจอมมารดา หญิงสามัญชน หรือเป็นหม่อมมาแต่เดิม

3.พระเชษฐภคินี และพระขนิษฐา เจ้านายชั้นนี้ในฐานะที่เป็นพี่สาว และน้องสาวของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ก็จะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าหญิง และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าหญิง ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และน้องนางเธอ จะได้รับพระราชทานกรมในภายหลัง “เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน” เช่น น้องนางเธอในรัชกาลที่ 5 คือ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑลฯ กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ หรือพี่นางเธอในรัชกาลที่ 6 คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัยฯ กรมพระเทพนารีรัตน์ หรือพี่นางเธอในรัชกาลที่ 9 ก็ได้รับพระราชทานที่กรมหลวงเช่นเดียวกัน

4.หลานเธอที่มิใช่สายตรง…ในรัชกาลใหม่นี้มีหลานเธอที่มิใช่สายตรงติดมาแต่ครั้งแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯถึง 2 พระองค์ นั่นก็คือ พระเจ้าหลานเธอที่ประสูติจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ซึ่งคำว่า “พระเจ้าหลานเธอ” เป็นคำขยายของคำว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ เพื่อให้รู้ว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์นี้เป็นหลานเธอในพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ แล้วเมื่อเปลี่ยนมารัชกาลใหม่ หลานเธอเหล่านี้ก็จะกลายเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตยาทรกิติคุณ” ตามฐานันดรศักดิ์แรกประสูติของทั้งสองพระองค์ ดังกรณีที่เคยเกิดขึ้นคือ พระหลานเธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา หลานเธอในรัชกาลที่ 5 เมื่อเปลี่ยนเป็นรัชกาลที่ 6 ก็กลายเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา (คำว่าพระหลานเธอ ไปขยายคำว่า พระวรวงศ์เธอนั่นเอง)

**ยศพิเศษ1** ตามธรรมเนียมแล้วจะไม่มีการลดพระราชอิสริยยศของเจ้านายในพระราชวงศ์ ถึงแม้จะเปลี่ยนรัชกาลแล้วก็ตาม คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชอิสริยยศนี้สูงส่งที่สุดของเจ้านายฝ่ายในแล้ว นั่นก็คือ ได้รับสัปตปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 7 ชั้น เสมอเท่าสมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระบรมราชินีเลยทีเดียว แต่มีความพิเศษสูงไปอีกอย่างคือ ใช้คำ “พระราชบัญชา” ในการออกคำสั่ง

**ยศพิเศษ2** คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในอดีตเจ้านายพระองค์นี้ผ่านการเป็นพระวรชายามาก่อน แล้วถึงเป็นพระวรราชาทินัดดามาตุในภายหลัง (พระวรราชาทินัดดามาตุ หมายถึง เป็นแม่ของหลานกษัตริย์ผู้ประเสริฐ) ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนมาเป็นสมัยพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทำให้พระองค์ย่อมไม่ได้อยู่ในฐานะแม่ของหลานกษัตริย์พระองค์ก่อนอีกต่อไป
*****รอประกาศคำสถาปนาอย่างเป็นทางการ โดยทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย เป็นการส่วนพระองค์*****

ขอบคุณข้อมูลจาก คลังประวัติศาสตร์ไทย

หลวงปู่สรวง เล่าเรื่อง “กรรมที่ไม่เจตนา” กรรมที่ไม่ได้กระทำแต่มีส่วนที่ต้องรวมรับในผลกรรมนั้น เราสามารถที่แก้ไขได้อย่างไร #ประสบการณ์พระป่า

หลวงปู่สรวง ท่านเมตตาเทศน์ในเรื่องกาทำกรรมในแบบที่ไม่เจตนาเป็นประสบการณ์ของหลวงปู่เองดังท่านกล่าวไว้ดังนี้  มีเหตุการณ์ชวนสะเทือนใจในวัยหนุ่ม ซึ่งแม้ท่านไม่ได้กระทำโดยตรง แต่ผลกรรมได้สะท้อนมาในระหว่างการภาวนาของท่านในพรรษานี้ หลวงปู่สรวงได้เล่าไว้เป็นคติตัวอย่างว่า

“ตั้งแต่เราเป็นโยมทำงานทางหลวง คืนหนึ่งไปเที่ยวเล่นกลับมา หมู่เพื่อนเอาวัวออกไป มีลูกติดมาตัวหนึ่ง พอดีเรามาเห็นเพื่อน เพื่อนก็เลยชวนว่าได้ของใหญ่มาแต่เราไม่รู้ว่าของใหญ่คืออะไร นึกว่าเขาได้ผู้สาวไป ก็เลยตามเขาไป เห็นแสงไฟฉายจึงวิ่งตามเขาไป พอไปถึงห้วยลำโพง ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร เห็นเขาผูกวัวไว้ที่เสาสะพานไม้จึงตกใจเพราะไม่เคยเห็นเคยทำแบบนี้มาก่อน จึงพูดกับหมู่เพื่อนว่า “เราไม่เอาแล้วเรื่องแบบนี้ แต่เนื้อเราก็ไม่เคยกิน ไม่เคยเอาเข้าปากเลยที่ผ่านมา”
สุดท้ายหมู่เพื่อนก็ขู่เข็ญว่าไม่ได้ มาแล้วมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาจะฆ่าเราให้ตาย กลัวเขามากจึงตามเขาไปด้วยความไม่พอใจ เขาบอกให้เราไปหาค้อนมาทุบตีประหารชีวิตวัว ไม่รู้จะหาที่ไหน อาวุธเราก็ไม่มี มีดพร้าหรือกิ่งไม้แห้งๆ ก็ไม่มี เพราะกลางคืนมองไม่ค่อยเห็นอะไร พอดีไปหาค้อนมาได้ เขาก็ลงมือทำเสร็จเรียบร้อนก่อนแล้ว เขาปาดเนื้อแบ่งปันเป็นส่วนๆ จนครบทุกคน และพวกเขาจึงเดินกลับ ส่วนลูกวัวเขาไม่ได้ฆ่า มันก็ร้องตามแม่และวิ่งตามเนื้อของแม่มันไป หมู่เพื่อนบอกให้เราลัดขวางลูกวัวไว้ ลูกวัวจึงตามเราไปตลอด
สุดท้ายก็เลยพามันกลับมาที่โครงซากกระดูกของแม่มัน และมันก็ดมกลิ่นโครงซากของแม่วัว เราจึงรีบวิ่งหนีไป เขาก็แบ่งส่วนเนื้อวัวให้ เราก็ไม่อยากเอา เขาบังคับให้เอาให้ได้ เราก็จำใจต้องเอาแต่ไม่ได้เอามาถึงบ้าน ทิ้งไว้ที่เถียงนา แล้วจึงเดินเข้าบ้าน แม่จึงถามว่าไปไหนมาถึงกลับมาดึกจนป่านนี้ จึงบอกแม่ว่าไปที่ทุ่งนา เพิ่งกลับมา และได้บอกพี่เขยให้ไปเอาเนื้อส่วนนั้น แต่พี่เขยไม่ได้เอาเนื้อเข้ามาบ้านเพราะครอบครัวของเราไม่มีคนกินเนื้อเลย

ในพรรษานี่แหละที่อยู่กับหลวงปู่มหาบุญมี ภูเขาดงตาลเลียนนี่แหละ เวลาเราเดินจงกรมก็ได้เห็นวัวแม่กับลูกมายืนอยู่ที่ตรงหน้า เป็นนิมิตมองเห็นแม่วัวกับลูกชัดเจนอยู่อย่างนั้น จึงย้อนคิดว่า “โอ้ย.. เป็นบาปกรรมของเรา” ก็เลยแผ่เมตตาให้เขา แผ่ส่วนบุญกุศลให้เขา เนื้อของเธอเราก็ไม่ได้กิน ทุบตีเธอก็ไม่ได้ทุบตี เราไปด้วยคนอื่นชักชวนไป ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอย่างนี้ ขอให้พวกเธอนั้นรับเอาส่วนบุญส่วนกุศลที่เราทำนี้เสีย เราแผ่อุทิศส่วนกุศลให้ทุกวันทุกคืนอยู่หลายวันจึงหายไป นี่แหละเรื่องบาปกรรม ขนาดเราไม่ได้ฆ่า แค่ไปเป็นเพื่อนเขา”

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

อานิสงส์สูงส่ง..สุดที่จะคณานับ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง”ยืนยัน หากบริจาคร่างกายและดวงตา ชาติต่อไปดวงตาจะสดใสดีกว่าเดิม.

อานิสงส์อุทิศดวงตาและอุทิศร่างกาย

หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม :- “ถ้าเราจะไม่เกิดอีกแล้ว และเราอุทิศดวงตาให้สภากาชาด แต่ถ้าบางทีเราไม่ถึงซึ่งพระนิพพานและเราต้องมาเกิดอีก อยากทราบว่า ตาเราจะบอดหรือไม่ครับ…?”

หลวงพ่อ :- “บอดแน่ ๆ เลย เสร็จ..ไม่มีตาดูน่ะซิ”

ผู้ถาม :- “ก็นั่นนะซิครับ กลัวจังเลยว่าจะไม่มีตาดู”

หลวงพ่อ :- “ต้องตอบว่า ตาจะแจ่มใสดีกว่าตาเดิม เพราะอานิสงส์อุทิศลูกตาเป็นทาน ไม่ใช่ตาบอดนะ”

ผู้ถาม :- “ลูกเคยตั้งใจไว้ว่า การบริจาคดวงตาและร่างกายเมื่อหลังจากตายแล้ว จะได้ประโยชน์ หลวงพ่อว่าดีไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “บุญน้อยไปให้เมื่อตายแล้ว ต้องให้เมื่อเป็น”

ผู้ถาม :- “ก็ตาบอดซิคะ”

หลวงพ่อ :- “ใส่ตาใหม่ ใส่ตาแก้วมันสวยกว่าตาเก่า ตาใสแจ๋วแต่มองอะไรไม่เห็น อย่างพระพุทธเจ้าสมัยเมื่อเป็นพระเวสสันดรไงล่ะ เขามาขอของภายนอกก็คิดว่า ทำไมไม่ขอดวงหทัย…ทำไมไม่ขอดวงตา…ทำไมไม่ขอแขนซ้ายแขนขวา…ถ้าขอดวงตาเราจะควักให้ ขอแขนซ้ายจะตัดให้ ขอแขนขวาจะตัดให้ เป็นต้น

แต่ว่าการตั้งใจแบบนั้นก็เป็นกุศลนะ กุศลย่อมเกิดตั้งแต่เริ่มคิด ตัดสินใจว่าจะให้ เวลาตายไปแล้วก็ได้บุญแน่ แต่สงสัยซิ…ไปเกิดใหม่ตาจะโบ๋ เพราะมีคนสงสัยหลายคนมาถาม”

ผู้ถาม :- “แล้วจริง ๆ โบ๋ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่โบ๋ เพราะไปเกิดใหม่ ไม่ได้เอาตาดวงเก่าไปด้วย กายเก่าไม่ได้ไป เกิดใหม่ก็อาศัยบุญใหม่ การเกิดนี่ต้องมีบุญนะ คนไม่มีบุญเลยเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ ต้องมีบุญช่วยให้เกิด แต่ว่าต้องสร้างกายใหม่ ไม่ใช่กายเก่า

แต่ว่าตามหลักของการปฏิบัติท่านบอกว่า ถ้าคนเจริญสมาธิจิตอยู่ คือทรงสมาธิเวลาตาย ถ้าจิตออกทางตา ตาทิพย์ จิตออกทางหู หูทิพย์ จิตออกทางปาก ปากทิพย์ จิตออกทางจมูก จมูกทิพย์ ถ้าจิตออกมือ มือทิพย์ ออกทางหน้าท้อง ถ้าท้องทิพย์ละแย่เลย”

ผู้ถาม :- “ทำไมหรือครับ…?”

หลวงพ่อ :- “เลี้ยงไม่อิ่มนะซิ”

ผู้ถาม :- “อ๋อ…” (หัวเราะ)

หลวงพ่อ :- “คำว่า “ทิพย์” หมายความว่าเกิดประโยชน์แก่สายนั้น ตาดี อาจจะได้ทิพจักขุญาณ หรือว่าเป็นคนที่มีหูดีไวเป็นพิเศษ แก่เฒ่ามากแล้วคนอื่นเขาหูตึง เราก็ไม่ตึงไม่พร่า ปากดี พูดแล้วคนอื่นชอบฟัง เกิดประโยชน์จากปาก อย่างนี้เป็นต้น”

ผู้ถาม :- “แล้วที่บอกว่ากายทิพย์ออกจากร่าง ความจริงออกทางไหนครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ที่เขาฝึกเอากายออกไปใช่ไหม…?”

ผู้ถาม :- “ครับ”

หลวงพ่อ :- “ไม่ต้องหาช่องละนั่นไปเลย เวลาออกแบบนั้น ก็เหมือนกับเข้านั่นแหละ เข้าไม่เลือกช่อง ออกก็ไม่เลือกช่อง เพราะเป็นนามธรรม อย่างกลางคืนเรานอนอยู่ห้องแคบ ๆ ถ้าผีมาหรือเทวดามาตั้งพัน เราก็เห็นได้ แต่ไม่มีห้องกั้น เพราะว่าสภาพเป็นทิพย์”

ผู้ถาม :- “ทีนี้ก็มีคนคนหนึ่งได้ทำพินัยกรรมไว้ว่า ถ้าตายแล้ว ขออุทิศศพให้โรงพยาบาล ทีนี้ลูกหลานก็ไม่สบายใจ เพราะถ้าอุทิศให้โรงพยาบาลแล้ว กลัวพ่อจะไม่ไปผุดไปเกิดเพราะไม่ได้เผาศพ หลวงพ่อมีความเห็นว่าอย่างไรครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ความจริงถ้าฉันเป็นลูกเป็นหลานฉันจะดีใจมาก ไม่ต้องเปลืองเงินทำศพ มีผลเท่ากันนะ พอตายลงไปปั๊บ ไอ้จิตนี่มันก็ไปตามสภาพตามกฎของกรรมอยู่แล้ว มันไม่อยู่หรอก มันไม่มานั่งห่วงซากศพ ไอ้ที่ว่านั่นห่วงซากศพน่ะไม่จริง”

ผู้ถาม :- “เวลาคนตายไปแล้วใหม่ ๆ กี่วันถึงจะรู้ว่าตายครับ…?”

หลวงพ่อ :- “เอาตัวรู้หรือว่าใจรู้ ถามให้ถูก แต่ความจริงนะ ถ้าตายเดี๋ยวนั้นก็รู้เดี๋ยวนั้น ไม่ใช่กี่วัน ฉันเคยตายหลายวาระฉันรู้ ไม่ต้องไปถามชาวบ้านที่ไหนหรอก พอมันออกจากร่างปั๊บ ก็เห็นร่างกายเนื้อนอนอยู่แล้ว อารมณ์จิตนึกรังเกียจทันที ไม่ใช่พอใจ ไม่ใช่เสียดายนะ แต่รังเกียจไอ้ตัวนั้น

ฉะนั้นไอ้เรื่องตายแล้วจะเผาหรือไม่เผา ไม่ต้องวิตกกังวล จิตใจเป็นไปตามสภาพของมันอยู่แล้ว ถ้าฉันเป็นลูกเป็นหลาน ฉันยุส่งเลย เอาไปให้เขาเถอะ ตายปุ๊บเราก็ยกไปโรงพยาบาล ไม่ต้องนิมนต์พระมาบังสุกุลด้วย”

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

เมื่อในหลวง ร.9 ตรัสถาม “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโทษคืออะไร” กษัตริย์ผู้ไม่เคยกริ้ว ดำรงขันติอย่างงดงามตลอดพระชนม์ชีพ #อ่านแล้วกลั้นน้ำตาไม่ไหว

ขันติ”

บทความพิเศษ  โดย ดร. เวทิน ชาติกุล

ผมก็เหมือนคนอื่นๆที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อเห็นใครแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อในหลวงทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม สติก็หลุดหายไป ความโกรธ โทสะ ก็เข้ามาแทนเต็มกำลัง

ตลอดที่ผ่านมาจนถึงเมื่อหลายวันมานี้ในช่วงงานพระราชพิธีฯ ก็ยังเป็นแบบนั้น กระทั่งมีเพื่อนแชร์ข้อเขียนชิ้นหนึ่งผ่านมาหน้านิวส์ฟีดของ facebook ข้อเขียนชิ้นนั้น(ขออภัยผมจำชื่อคนเขียนไม่ได้) อ้างถึงบทสัมภาษณ์ของ ศ.ระพี สาคริกเอาไว้อย่างน่าสนใจและสะดุดใจผมมาก ขออนุญาตนำบางส่วนมาอ้างถึง

ดร.ระพี สาคริก

“สมัยผม(ศ.ระพี)ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีนโยบายบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากกว่าพัฒนาวัตถุสิ่งก่อสร้าง มีอยู่วันหนึ่งพระองค์ท่านมาทรงดนตรีที่เกษตรฯ มีนิสิตคนหนึ่งชื่อ สุเทพ ลักขณาวิเชียร ประธานสภานิสิตเกษตรฯ มายื่นซองขาวถวายฎีกา ช่วงที่ประทับทรงดนตรี ในหลวงทรงรับซองแล้วส่งให้คนด้านหลัง ไม่ได้สนใจ ต่อมาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีคำสั่งให้คัดชื่อนักศึกษาผู้นี้ออก ข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพ…

…ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้นในหลวงเสด็จฯ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ทรงมาที่สวนสองแสนที่อยู่ข้างๆ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่ทรงซื้อจากชาวบ้านคนหนึ่ง ราคา 2 แสนบาท และพระราชทานให้มหาวิทยาลัยเกษตรฯ พัฒนาวิจัยพืช แต่วันนั้นไม่มีใครไปรับเสด็จเลย มีแต่ผมคนเดียวยืนพิงลวดหนามข้างประตู…

…จนเวลา 4 โมงเย็น ได้ยินเสียงฝีพระบาทมากันหลายพระองค์ ในหลวง สมเด็จพระราชินีฯ พร้อมด้วยฟ้าหญิงสองพระองค์และหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี  พระองค์ท่านรับสั่งกับผม ไม่เปลี่ยนจริงเหรอ ตอนนั้นผมเป็นรองอธิการบดี ไม่ทราบเรื่องนี้ แต่จะกราบทูลฯ ว่าไม่ทราบก็ไม่ได้ จึงได้แต่กราบที่พระบาท…

…ทรงรับสั่งถามอีกครั้ง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โทษคืออะไร ทรงรับสั่งครั้งที่สาม ถ้าจะให้ฉันตัดสิน เด็กคนนั้นไม่ได้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรอก มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ต่างหากที่หมิ่น

จากรับสั่งนั้นจึงมีการนำมาสู่อธิการบดีเปลี่ยนคำสั่งให้นิสิตรายนั้นเป็นผิดวินัย เรื่องเรียบร้อยไป  ในวันนั้นโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโต๊ะเสวยอาหารหลังพระตำหนัก ซึ่งมีผมระพีนั่งร่วมโต๊ะด้วย ทรงเปิดเพลงความฝันอันสูงสุดให้ฟัง

“นี่แหละมหาราชครู พระองค์ไม่เคยกริ้ว ทรงมีพระเมตตามาก นิสิตคนนั้นมารู้เรื่องนี้ทีหลัง ผมตามหาลูกศิษย์คนนี้มา 15 ปี ไม่เจอตัว เพราะเขาหนีเข้าป่าและบวชเป็นพระในเวลาต่อมา มาเจอตอนเป็นพระแล้ว เขาเล่าว่า วันนั้นแม่ฟังข่าวเขาทางวิทยุตอนกำลังจะหุงข้าวพอดี ถึงกับตกใจ ทำหม้อที่เป็นหม้อดินตกแตก เพราะเขาเป็นความหวังของแม่ ว่าเรียนจบแล้วจะส่งน้องๆ เรียนต่อได้ เขาบอกอีกว่า ยังคิดว่าผมเป็นคนช่วยเขา ไม่รู้ว่าในหลวงท่านเป็นคนช่วย”

ลองอ่านอย่างช้าๆ หลายรอบดูนะครับ

หลังงานพระราชพิธีฯหนึ่งวัน ผมต้องสอบภาคนิพนธ์ของนิสิตปีสุดท้ายคนหนึ่ง เธอทำงานส่งประกวดในหัวข้อ “ใจภักดิ์” ผมได้เล่าเรื่องข้างต้นให้เธอฟัง

ที่ผมเจอมา ในสายวิชาที่ผมเรียนมา คนที่เห็นๆหน้ารอบตัวผม ไม่น้อยครับ เรียกว่าส่วนใหญ่เลยก็ได้ ที่แสดงพฤติกรรมตั้งแต่ “ใส่ร้าย” “ติฉินนินทา” ไปจนถึง “ค่อนแคะ” พระองค์ท่านทั้งโดยเปิดเผยหรือแอบแฝงมาในรูปแบบของข้อสอบหรืองานวิชาการ บางคนถึงขนาดภาคภูมิใจที่ได้ทำแบบนั้นถึงขนาดเอามาอวดโชว์เพื่อนๆในโซเซียลทั้งๆที่ตัวเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็น “ข้าราชการ” กินเงินเดือนหลวงอยู่มาค่อนชีวิต

นั่นทำให้ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งกับตัวเองที่ชัดเจนว่า ถ้ามีใครที่จะโกรธก็ควรต้องเป็น “พระองค์ท่าน” เพราะที่ผ่านมานั้นทรงต้องพบเผชิญกับ “เรื่องแบบนี้” มาตลอด

และมากกว่าใครอื่น

ผมบอกกับลูกศิษย์คนนั้นว่า บทความนี้ใช้ชื่อ “พระองค์ไม่เคยกริ้ว”

ผมไม่ได้บอกให้เราจะต้องไม่โกรธเวลาเห็นหรือได้ยินใครมาว่าร้ายต่อพระองค์ท่าน

และแน่นอนครับ ความโกรธ กับเรื่องแบบนี้เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง

เช่นเดียวกับที่ต้องไม่ลืมว่า การจงใจทำลายสถาบัน ก็มีอยู่จริงและมีการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการเป็นระบบทั้งนอกและในประเทศในยุคนี้สมัยนี้

ในมุมกลับ คนที่ต้องอดทนกับเรื่องแบบนี้มากที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่นเลย

เป็นพระองค์ท่านที่ต้องทรงขันติธรรม อดทนกับเรื่องแบบนี้มาทั้งพระชนม์ชีพ

และแน่นอนว่านี่คือการดำรงขันติธรรมที่ยากที่ใครจะทำได้

สิ่งที่ศ.ระพีได้เล่าไว้ สำหรับผมอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมสะดุดหยุดคิดก่อนที่จะหนุนหันทำอะไรในโลกโซเซียลเวลาเห็นใครว่าร้ายต่อในหลวง

และเป็นข้อเท็จจริงครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันหนึ่งวันที่คน 19 ล้านคนได้ร่วมถวายอาลัยครั้งสุดท้ายแก่พระองค์ท่าน คือความประจักษ์ชัดว่าความพยายามที่คนพวกนี้ที่พยายามทำมาช้านานคือความสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง

ความเกลียดชังใดๆมิอาจทำลายความรักอันปรากฏเป็นจริงได้

นับจากนี้ใครจะตอบโต้ใคร อะไร อย่างไรก็ว่ากันไปเถิด

แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ ตลอดทั้งพระชมน์ชีพ พระองค์ท่านเอง ทรงทำให้เห็นถึงเอาชนะความอาฆาตมาดร้ายทั้งมวลที่ถาโถมเข้าใส่ด้วยขันติอย่างยิ่งยวด

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th