พระแฉ จนท.รพ. ด่าหลวงพี่ไร้การศึกษาไม่ดูตัวเอง

วันที่ 30 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์แชร์เรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเรื่องราวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. เผยประสบการณ์ที่ตนพาเณรที่หกล้มไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่เมื่อถึงตอนที่จะพาเณรเข้าเอ็กซเรย์ ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ได้พูดจาไม่เหมาะสม มีการใช้คำพูดเหยียดหยามว่าพระไม่มีการศึกษา หลังพระทำตามป้ายกดกริ่งเรียกเจ้าหน้าที่

โดยพระรูปดังกล่าวได้โพสต์ว่า “(อาตมาผิดด้วยหรือ) เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ได้พาเณรไปหาหมอที่โรงพยาบาล เณรหกล้มแล้วปวดแขนมาก เมื่อหมอตรวจดูอาการแล้วให้ไปที่ห้องเอ็กซ์เรย์ แล้วอาตมาก็ทำตามที่ป้ายติดไว้หน้าห้อง แล้วมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งออกมาพูดว่า “กดกริ่งทำไมใครกด” อาตมานี่แหละกด พาเณรมาเอ็กซ์เรย์ แล้วก็ถามอาตมาว่า แล้วกดกริ่งทำไม อาตมาก็งงๆ แล้วก็มองดูป้าย อาตมาก็เลยบอกไปว่า ก็ทำตามที่ป้ายบอกไงโยม อาตมาพาเณรมา แล้วก็ถามอาตมาอีกว่า “แล้วจะกดทำไมละ”

 

ก็เถียงกันไปมาอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ทำหน้าไม่พอใจใส่อาตมา แล้วก็เดินเข้าห้องไป เมื่อเสร็จแล้วกำลังจะกลับวัดบอกกับเณรมาอีกว่า “อยู่วัดไหนกัน พระไม่มีการศึกษาเลยเน๊าะ” ดีนะว่าเป็นพระอยู่ถ้าเป็นโยมนะ ได้ลุยกันตรงนั่นแหละ ว่าคนอื่นไม่มีการศึกษาไม่ดูตัวเอง มีที่ไหนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนั่งทำงานเอาเท้าพาดเคาน์เตอร์….สบายไปละมั้งท่าน การศึกษาท่านคงจะสูงกว่าผมแหละเน๊าะ….”

แหล่งที่มา : www.khaosod.co.th

“หลวงปู่หนู” พระเกจิชื่อดังวัดไผ่สามเกาะ สิ้นแล้ว

ข่าวเศร้าวงการสงฆ์ “หลวงปู่หนู ปัญญาโสโต” หรือ “พระครูปัญญาวิภูษิต”เจ้าอาวาสวัดไผ่สามเกาะ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี มรณภาพอย่างสงบ เมื่อเวลา 12.02 น. วันที่ 20 ส.ค. 2560 สิริอายุ 98 ปี พรรษา 76

ก่อนหน้านี้ มีอาการอาพาธเจ็บป่วยตามวัย โดยอาการทรงและทรุดมาตลอด จนถึงวาระสุดท้าย เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซานคามิลโล อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ระบบทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว คณะแพทย์ไม่สามารถ รักษาประคับประคองได้

สร้างความเศร้าสลดอาลัยเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้พระเกจิชื่อดังรูปนี้ ที่ได้รับการขนานนามจากผู้ที่เคารพศรัทธาว่า “เทพเจ้าแห่งเขาขลุง” เป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจากพระเกจิชื่อดัง อาทิ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม, หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม เป็นต้น

เดิมชื่อ หนู กันขำ เกิดเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 9 เม.ย. 2462 ที่บ้านไผ่สามเกาะ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ครอบครัวประกอบอาชีพ ทำนา 

วัยเด็กจบการศึกษาชั้น ป.4 ที่โรงเรียนเขาขลุง เมื่ออายุ 22 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดสระตะโก ต.หนองปลาหมอ อ.บ้านโป่ง มีพระครูเมธาธิการ(หลวงพ่อหวาน) เจ้าคณะตำบลหนองปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูบุญนาค สักการวโร วัดลำพยอม เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ม่วง วัดไผ่สามเกาะ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปัญญาโสโต

หลังอุปสมบทย้ายมาอยู่จำพรรษาอยู่วัดไผ่สามเกาะ ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก

ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาด้านพุทธาคม วิปัสสนากัมมัฏฐานกับพระเกจิชื่อดัง อาทิ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง, หลวงพ่อเงิน วัดดอน ยายหอม และหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม จนเป็นที่ยอมรับ

อีกทั้ง พระอุปัชฌาย์อบรมสั่งสอน เห็นปฏิปทาแนวทางปฏิบัติธรรม ทำให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส เชื่อมั่นในหลักธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พ.ศ.2490 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไผ่สามเกาะ พ.ศ.2512 เป็นพระอุปัชฌาย์

ถึงแม้ว่าท่านจะมีตำแหน่งปกครอง แต่หาได้หยุดนิ่งในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ศึกษาหาความรู้นำสืบทอดพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษา

นอกจากนี้ ยังจัดสร้างวัตถุมงคล-เครื่อง รางของขลัง ในวาระต่างๆ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ศิษยานุศิษย์ วัตถุมงคลที่ออกมาแต่ละรุ่น ได้รับความนิยมจากบรรดานักสะสมพระในตัวจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง

อาทิ เหรียญหลวงปู่หนูรุ่นแรก ปี 2515, พระสมเด็จไผ่ปรก และรุ่นสุดท้าย เหรียญหนุมานอมพลับพลา-เทพบังภัย ซึ่งวัตถุมงคลที่จัดสร้างทั้งหมดหลวงปู่จะนำรายได้สมทบทุนใช้ด้านสาธารณ ประโยชน์

อีกทั้งเป็นพระนักพัฒนา สร้างความเจริญให้กับชาวตำบล เขาขลุง ทั้งในด้านพระศาสนา ก่อสร้างอาคารศาสนสถาน ในด้านการศึกษา มอบที่ดินวัดจำนวน 20 ไร่ สำหรับสร้างโรงเรียนวัดไผ่สามเกาะ (ปัญญาประชาสามัคคี) และยังได้ซื้อที่ดินบริจาคสร้างสถานีตำรวจชุมชนเขาขลุง สถานีอนามัยเขาขลุง และองค์การบริหารส่วนตำบลเขาขลุง 

ยังสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้านจากความแห้งแล้ง ด้วยการยกที่ดินของวัดจำนวน 5 ไร่ สำหรับขุดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคร่วมกันของชาวบ้าน

เป็นนักอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ ด้วยการชักชวนชาวบ้านให้ปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ บนเนื้อที่ 25 ไร่ ให้กลายเป็นผืนป่าที่สำคัญของชุมชน

อย่างไรก็ตาม สังขารของหลวงปู่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา เวลาใด ปลอดญาติโยม จะเข้าอุโบสถปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

หลักธรรมคำสอนเน้นในเรื่องของความเป็นผู้สันโดษ มักน้อย ใช้ชีวิตอย่างพอดี พอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย มีความเป็นอยู่ที่ เรียบง่าย พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ธรรมที่แสดงจึงเรียบง่าย ทุกคนได้ฟังแล้วมีความเข้าใจ

หลังมรณภาพอย่างสงบ ในช่วงเที่ยงวันที่ 20 ส.ค. 2560 ศิษยานุศิษย์นำสังขารกลับมาบำเพ็ญกุศลที่วัดไผ่สามเกาะ กำหนด พิธีสวดพระอภิธรรมศพเป็นเวลา 100 วัน

เป็นอีกหนึ่งพระเกจิอาจารย์ที่จากไป

แหล่งที่มา : https://www.khaosod.co.th

ปาฏิหาริย์ “ครูบาวงศ์” พระเกจิแห่งเมืองลำพูน หลังจากละสังขารมานานกว่า 16 ปี สังขารแข็งและไม่เน่าเปื่อย

ครูบาชัยยะวงษาพัฒนา มรณภาพ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2543 ซึ่งตรงกับ(วันวิสาขะบูชา) ได้16 ปีล่วงไปแล้ว แต่ร่างศพของหลวงปู่ฯไม่มีการเน่าเปื่อยแต่อย่างใด เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง สำหรับผู้ที่ได้พบเห็น ในทุกปีเมื่อถึงวันครบรอบการมรณภาพ จะมีการทำบุญพิธีเปลี่ยนผ้า ห่มสรีระร่างศพ ของหลวงปู่ครูบาฯ เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้แสดงออกซึ่งความเคารพศรัทธา และกตัญญู และมีการทำบุญฉลองมณฑปเพื่ออุทิศแด่ ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา และ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

ครูบาชัยยะวงษาพัฒนา เป็นผู้ที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่ชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ ใน ตำบล นาทราย และทั่วภาคเหนือตอนบน ให้ความเคารพและศรัทธา เป็นอันยิ่ง รวมทั้งพุทธศาสนนิกชน จากจังหวัดใกล้เคียง และ กรุงเทพฯ ซึ่งในช่วงที่ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา มีชีวิตอยู่ ได้สร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถานไว้มากมายอาทิ เช่น วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย เพื่อ ปลุกจิตศรัทธาให้เกิดใน พระพุทธศาสนา และ เป็นบุคคลสำคัญที่สร้างความเจริญให้แก่วัด และ ชุมชนพระบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ มากมาย นอกจากนี้ยัง เผยแพร่คำสอนทางพระพุทธศาสนาให้แก่ชาวบ้าน และสอนให้ชาวบ้านเลิกฆ่าสัตว์เพื่อกินเนื้อ ด้วยแรงศรัทธาทำให้ชาวบ้านชุมชนพระบาทห้วยต้ม ไม่ทานเนื้อสัตว์กันทั้งหมู่ บ้านมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นผู้ริเริ่มหมู่บ้านรักษาศีล 5 แห่งแรกของประเทศไทย จนกระทั่งได้ถือเป็นแนวปฏบัติอยู่ในปัจจุบันทั่วประเทศขณะนี้

ประวัติของหลวงปู่ครูบาวงศ์ หรือพระครูบาชัยยะวงษาพัฒนา เกิดในครอบครัวชาวนาที่มีฐานะยากจน นามเดิมชื่อ ด.ช.ชัยวงศ์ ต๊ะแหงม เกิดเมือวันอังคาร ที่22เม.ย.2456 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำเดือน7 เหนือ(เดือน5ใต้) ปีฉลู ณ ที่บ้านก้อหนอง หมู่ 2 ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน บิดาพ่อน้อยจันทะ- แม่บัวแก้ว ต๊ะแหงม เป็นบุตรคนที่3 ในจำนวน9 คน เมื่ออายุได้ 12 ปี ด.ช.ชัยวงศ์ ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์วัดก้อท่า หรือวัดแม่ปิงเหนือ บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 6 พ.ค.2468 ตรงกับวันขึ้น15 ค่ำ เดือน8 เหนือ(เดือน6ใต้) ณ วัดแก่งสร้อย ต.มืดกา อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ โดยมีพระครูบาชัยลังกา เป็นพระอุปัชฌาย์ ตั้งชื่อให้ว่า”ชัยยะลังก๋าสามเณร” และเป็นศิษย์อีกรูปหนึ่งที่เจริญรอยปฏิบัติธรรมตามแนวหลักของครูบาเจ้าศรีวิไชย หลวงปู่ครูบาวงศ์ เมื่อครั้งยังมีชีวิตนอกจากจะเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในด้านศีลาจริยาวัตร ที่ดีงาม แล้ว ยังเป็นผู้ที่มีความเชียวชาญทางด้านเป็นช่างสถาปนิก ก่อสร้างทั้งงานปูนและงานไม้ ได้เป็นเยี่ยม อีกด้วย หลวงปู่ครูบาวงศ์ มรณภาพ รวมสิริอายุได้ 87 ปี 67 พรรษา

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

นิพพานไม่ใช่การสูญสลาย เมื่อ”หลวงปู่ชอบ”พบ”พระอรหันต์เถระสมัยพุทธกาล”

หลังจากพ้นพรรษาที่ถ้ำดอกคำ หลวงปู่ชอบมีความตั้งใจว่าจะธุดงค์เข้าพม่าให้จงได้ แม้จะทราบว่า เส้นทางป่าเขาฝั่งพม่าเต็มไปด้วยความยากลำบาก และถูกทัดทานจากสหธรรมิกหลายรูปก็ตาม ท้ายที่สุด หลวงปู่ชอบจึงเดินธุดงค์เข้าเขตป่าพม่านานถึง ๓ ปี ท่านเล่าว่า

“เมืองพม่านั้นมีมนต์เพรียกให้ไปเยี่ยมให้ได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรขวางกั้นก็ต้องไปให้ได้”

ซึ่งเสียงเพรียกที่เรียกนี้ก็มาจากส่วนหนึ่งในอดีตชาติของท่านที่เคยอยู่ในพม่านั่นเอง

หลวงปู่ชอบเดินธุดงค์ตามแนวป่าเขาในเขตแดนพม่า ตลอดเส้นทางแทบจะไม่พบเจอผู้คนเท่าใดนัก ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่เทวดาที่มาฟังธรรมในยามค่ำคืน คราวใดที่ท่านปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเดินจงกรม ทำสมาธิภาวนา หรือเจริญพระพุทธมนต์ กระแสแห่งธรรมเหล่านี้ก็จะแผ่กระจายสะเทือนไปทั่วทั้งไตรภูมิ รับรู้ได้ถึงสวรรค์ชั้นฟ้า

ในดินแดนที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังแห่งนี้เองได้บังเกิด “บทเพลงอรหันต์” อันเป็น “ธรรมสากัจฉา” คือ “ปุจฉา-วิสัชนา” อันลือลั่น ระหว่างหลวงปู่ชอบกับพระพากุลเถระและพระมหากัสสปเถระ สองพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล บทเพลงเสวนาธรรมในนิมิตนั้นเป็นบทจารึกธรรมที่ถูกบันทึกถ่ายทอดให้ลูกหลานชาวพุทธเข้าใจหลักธรรมได้กระจ่างชัดอีกครั้ง

บทสนทนาธรรมแห่งอรหันต์เริ่มต้นขึ้น เมื่อหลวงปู่ชอบได้เดินธุดงค์มาพักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง และได้ทำบริขารชิ้นหนึ่งหายไปในช่วงกลางวัน  ตามหาเท่าไรก็ไม่เจอ จนเลิกล้มการค้นหา  พอพลบค่ำ ท่านนั่งสมาธิเจริญภาวนา กระทั่งยามดึกสงัดก็ปรากฏนิมิตแจ่มกระจ่างขณะที่ดำรงในองค์ภาวนา  ในนิมิตมีพระอรหันต์เถระท่านหนึ่งแสดงปาฏิหาริย์ลอยเหาะตรงมายังถ้ำแล้วหยุดอยู่ที่หน้าหลวงปู่ชอบ ทราบได้ทันทีว่ามีนามว่า “พระพากุละ” รูปร่างสูงขาว สวยงาม

พระอรหันต์เข้ามาสอบถามว่า

“ท่านกำลังมองหาบริขารที่หายไปในช่วงกลางวันใช่หรือไม่” (พลางชี้มือไปแล้วบอกว่า) “อยู่ที่นั่น มิได้หาย … ท่านลืมไว้ต่างหาก”

เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงปู่ชอบเดินไปดูยังตำแหน่งที่พระพากุละบอก ซึ่งก็เห็นบริขารอยู่ตรงนั้นจริงๆ สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมาก

ในคืนวันนั้นเอง ทันทีที่หลวงปู่ชอบเข้าสมาธิก็เกิดนิมิตกระจ่างใสดังจันทร์เพ็ญ ในนิมิตเห็นพระพากุละเหาะมาเยี่ยมท่านเหมือนคืนที่ผ่านมา พระอรหันต์ได้สรรเสริญว่า ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมเป็นพุทธทายาทของอริยวงศ์ จากนั้นจึงได้แสดงธรรมแก่ท่านโดยเน้นข้อ “ธุดงควัตร” โดยมีความดังนี้

“จงพยายามรักษาธุดงค์ไว้ให้มั่นคงต่อไป อย่าให้เสื่อมร่วงโรยไปเสีย ธุดงควัตรเสื่อมเท่ากับศาสนาเสื่อม แม้คัมภีร์ธรรมทั้งหลายยังมีอยู่ก็ไม่อาจทรงคุณค่าแก่ผู้สนใจเท่าที่ควร ธุดงควัตรเป็นธรรมขั้นสูงมาก ผู้รักษาธุดงค์ได้ต้องเป็นผู้มีจิตใจสูง

ท่านควรทราบว่า พระอริยเจ้าทุกประเภทไปจากธุดงควัตรนี้ทั้งนั้น เพราะธุดงค์เป็นธรรมเครื่องทำลายกิเลสได้ทุกประเภท ธุดงควัตรจึงเป็นทางเดินเพื่ออริยธรรม อริยบุคคล คนไม่มีธุดงควัตรคือคนวัตรร้าง เช่นเดียวกับบ้านร้าง เมืองร้าง อะไรก็ตาม ถ้าลงได้ร้างแล้วไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาเลย

ท่านจงรักษาธุดงควัตรอันเป็นเครื่องทำลายกิเลสไว้ให้ดีและมั่นคง อย่าให้เป็นพระวัตรร้าง เพราะจะเป็นทางรั่วไหลแตกซึมแห่งมรรคผลนิพพานที่ควรจะได้จะถึง พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายบรรดาที่เลิศแล้วล้วนแต่รักษาธุดงควัตรกันทั้งนั้น ใครประมาทธุดงค์ว่าไม่สำคัญ ผู้นั้นคือผู้หมดสาระสำคัญในตัวเอง ท่านจงรักษาความสำคัญของตนไว้ด้วยธุดงควัตร

ผู้ที่มีธุดงควัตรเป็นผู้มีอำนาจทั้งภายนอกภายในอย่างลึกลับจับใจที่บอกใครไม่ได้ เป็นผู้เด่นในวงทวยเทพชาวไตรภพทั้งหลาย มนุษย์และเทวดาทุกชั้นภูมิเคารพรักผู้มีธุดงควัตรประจำตัวอยู่ และไปที่ไหนไม่เป็นภัยแก่ตัวเองและผู้อื่น มีแต่ความเย็นฉ่ำภายในทั้งกลางวันและกลางคืน

ธุดงควัตรเป็นธรรมลึกลับ ยากที่จะมองเห็นความสำคัญ ทั้งที่ธุดงควัตรเป็นธรรมสำคัญในศาสนามาดั้งเดิม ธุดงควัตรเป็นหลักใหญ่แห่งพระศาสนา ผู้ที่มีธุดงค์ประจำตัวคือผู้รู้ความสำคัญของตัวและรักษาถูกจุดแห่งความสำคัญได้ดี เป็นที่น่าชมเชยอย่างถึงใจ ผู้ที่มีธุดงควัตรดีเป็นผู้มีจิตใจเมตตาอ่อนโยนในสัตว์ทั้งหลาย ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติธุดงควัตรอยู่ตราบใด ศาสนาก็ยังทรงออกทรงผลอยู่ตราบนั้น เพราะธุดงค์เป็นทางที่ไหลมาแห่งมรรคและผลทุกชั้น ไม่มีสถานที่ กาลเวลา หรือสิ่งใดๆ มาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานได้ ถ้าธุดงควัตรยังเป็นไปอยู่กับผู้ปฏิบัติทั้งหลาย

ท่านจงจดจำให้ถึงจิต คิดไตร่ตรองให้ถึงธรรม ถือธุดงควัตรดังกล่าวมา อยู่ที่ใดไปที่ใดจะชุ่มเย็นอยู่กับตัวท่านเอง ธุดงควัตรนี่แลคือบ่อเกิดแห่งธรรมทั้งหลายดังนี้”

ในนิมิตนั้น หลังจากพระพากุละแสดงธรรมเทศนาเป็นที่เรียบร้อยก็ได้จากไป แต่ถึงแม้พระอรหันตเถระจะจากไปแล้ว ข้อธรรมที่ท่านได้แสดงไว้ก็ยังจารึกอยู่ในใจไม่รู้ลืม หลวงปู่ชอบนำข้อธรรมที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกนั้นมาพิจารณาและรู้สึกว่า

“การดำเนินของเราคงไม่เป็นโมฆะในวงพระศาสนา มิฉะนั้น พระอรหันต์องค์วิเศษคงไม่เหาะมาโปรดเมตตาให้เสียเวลา”

คิดได้ดังนี้ก็รู้สึกมีกำลังใจ เร่งความเพียรภาวนาอย่างเต็มที่

[ เพิ่มเติม ]

พระพากุลเถระ ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ไม่มีโรคาพาธ
เมื่อท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านได้ช่วยแบ่งเบาภาระทางพระพุทธศาสนาใน
การอบรมสั่งสอนพุทธบริษัท และท่านเป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดในธุดงค์ ข้อ “เนสัชชิกธุดงค์” คือ
การสมาทานธุดงค์ด้วยการอยู่ในอิริยาบท ๓ คือ ยืน เดิน และนั่งเท่านั้น ไม่นอน และข้อ
“อรัญญิกธุดงค์” คือ การสมาทานธุดงค์ด้วยการอยู่ป่าเป็นวัตร ดังจะเป็นได้ว่า ตั้งแต่ท่านบวช
มานั้น ท่านไม่เคยจำพรรษาในบ้านเลย นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่ไม่มีโรคเบียดเบียน ไม่เคยให้
หมอรักษาพยาบาล ไม่เคยฉันแม้แต่ผลสมออันเป็นยาสมุนไพรแม้แต่เพียงผลเดียว เพราะว่าท่าน
ไม่มีโรคใด ๆ เลยนั่นเอง ทั้งนี้เป็นเพราะด้วยอานิสงส์แห่งการสร้างเว็จกุฎี (ส้วม) แลการถวาย
ยาเป็นทานแก่พระสงฆ์ เหตุการณ์ที่แสดงว่าท่านเป็นผู้อายุยืนยาวนั้น ได้มีเรื่องกล่าวไว้ใน
กุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตรแห่งคัมภีร์มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ว่า…..
ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพากุลเถระ พักอาศัยยู่ที่เวฬุวันมหาวิหารเมืองราชคฤห์ ขณะนั้น มี
อเจลกะท่านหนึ่ง ชื่อว่า กัสสปะ (อเจลกะ คือ นักบวชประเภทหนึ่งที่ไม่สวมเสื้อผ้า ซึ่งเรียกว่า
ชีเปลือย) ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของท่าน เมื่อสมัยที่ยังเป็นคฤหัสถ์ ได้มาเยี่ยมเยือนและได้สนทนาไต่
ถามพระเถระว่า
“ท่านพากุละ ท่านบวชมาได้กี่ปีแล้ว”
“กัสสปะ อาตมาบวชมาได้ ๘๐ ปีแล้ว”
“ท่านพากุละ ตลอดระยะเวลา ๘๐ ปี ที่ท่านบวชมานั้น ท่านมีความเกี่ยวข้องกับ
โลกิยธรรมกี่ครั้ง”
“ท่านกัสสปะ อันที่จริงท่านควรถามอาตมาว่า ตลอดระยะเวลา ๘๐ ปีนั้น กามสัญญา
คือ ความใฝ่ใจในทางกามารมณ์เกิดขึ้นแก่ท่านกี่หนแล้ว กัสสปะ ตั้งแต่อาตมาบวชมาได้ ๘๐ ปี
แล้วนี้ อาตมามีความรู้สึกว่า กามสัญญาที่ว่านั้นไม่เกิดขึ้นแก่อาตมาเลย”
อเจลกกัสสปะ ได้ฟังคำของพระเถระแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ น่าอัศจรรย์ จริง ๆ” และได้
สนทนาไต่ถามในข้อธรรมต่าง ๆ จากพระเถระ จนหมดสิ้นข้อสงสัยแล้ว ในที่สุดก็เกิดศรัทธา
ขอบวชในพระพุทธศาสนา และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์อีกรูปหนึ่ง
ด้วยความที่ท่าน เป็นผู้ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนเป็นเหตุให้ท่านมีอายุยืนยาวดังกล่าวมานี้
พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง
ผู้ไม่มีโรคาพาธ
ท่านพระพากุลเถคะ ดำรงอายุสังขารสมควรแก่กาลแล้ว

ในวันที่ท่านจะนิพพานนั้น
ท่านนั่งอยู่ในท่ามกลางประชุมสงฆ์ ได้อธิษฐานว่า “ขออย่าให้สรีระของข้าพเจ้าเป็นภาระแก่หมู่
ภิกษุสงฆ์เลย” ดังนี้แล้วท่านก็เข้าเตโชกสิณ ปรินิพพานในท่ามกลางหมู่สงฆ์นั้น พลันเปลว
เพลิงก็เกิดขึ้นเผาสรีระของท่านจนเหลือแต่อัฐิธาตุ ซึ่งมีสีและสัณฐานดังดอกมะลิตูม

จากหนังสือ วินาทีบรรลุธรรม อรหันต์มีจริง 1

 

แหล่งที่มา : tnews.co.th

สิริมงคล ๘ ประการ” ที่ปฏิบัติแล้ว จะเป็นที่รักของเหล่าเทวดาทั้งปวง เสริมบุญบารมี ให้ชีวิตรุ่งเรือง..

สิริ 8 ประการ เสริมมงคลชีวิต เสริมดวง

สิริมงคลคุ้มครอง มี 8 ประการ ท่านว่าถ้าผู้ใดรักษาสิริหรือสิริมงคล 8 ประการได้ เทวดาจะมารักษาและคุ้มครองท่านผู้นั้น เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง คำว่า สิริ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ 2 ประการ คือ

1. สิริ แปลว่า รวมกัน เช่น เรามักได้ยินคำว่า สิริรวมอายุได้เท่านั้นเท่านี้ หมายความว่ารวมอายุทั้งหมดได้เท่านั้นเท่านี้ปี
2. สิริ แปลว่า ศรี, มิ่งขวัญ, มงคล, ความดี, ความงาม ในหนังสือศัพท์วิเคราะห์ ซึ่งเขียนโดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายว่า สิริ คือสิ่งอันผู้ทำความดีไว้ได้ซ่องเสพ, สิ่งที่อาศัยอยู่ในบุคคลผู้ทำความดีใว้

ถ้าจะอธิบายให้ชัดตามความหมายนี้ สิริ ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่ในตัวบุคคลผู้ทำความดี และเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในตัวผู้ใดแล้วก็จะทำให้ผู้นั้นเกิดความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความดีงามต่างๆ ซึ่งอาจจะตรงหรือใกล้กับคำว่า โชควาสนา

ตามหลักโหราศาสตร์เชื่อว่าสิริมีอยู่ในตัวของคนทุกคน หากแต่ว่าใครจะรู้จักรักษาสิริให้อยู่กับตนเองได้ดีหรือทำลายสิริของตนเองเสีย หลักเกณฑ์หรือข้อปฏิบัติในการรักษาสิรินั้นท่านแบ่งไว้ 8 ประการ และกล่าวไว้อีกว่า หากผู้ใดปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั้ง 8 ประการนี้ได้ เทวดาฝ่ายดีจะเข้ารักษาและอำนวยอวยพรให้ผู้นั้นมีความสุขความเจริญ บังเกิดโชคลาภอยู่เสมอ แต่ถ้าหากผู้ใดรักษาไม่ได้ เทวดาที่เป็นกาลกิณีก็จะเข้าอยู่ให้โทษ ให้อาภัพอับโชค เสื่อมถอยคุณงามความดี

A,43-16

ข้อปฏิบัติทั้ง 8 ประการนี้ ได้แก่

1. ให้เว้นการเสพกาม (มีเพศสัมพันธ์) ในวันที่ตรงกับวันพระและก่อนถึงวันพระ 1 วัน ได้แก่วัน 7 ค่ำ 8 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม (และวันแรม 13 ค่ำ เฉพาะในเดือนคี่) รวมถึงวันตรุษสงกรานต์ วันสุริยคราส จันทรคราส วันเข้าพรรษา และวันเกิดของตน

การที่ท่านห้ามเสพกามวันพระและวันเข้าพรรษานั้น เพราะวันดังกล่าว เป็นวันที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้เป็นวันฟังธรรม ที่เรียกว่า วันธัมมัสสวนะ (อ่านว่า ทำ-มัด-สะ-วะ-นะ) เป็นวันที่เทวดาและมนุษย์ต้องขวนขวายทำความดีชำระกิเลส ชาวพุทธส่วนใหญ่จะถือศีล 8 และสวดมนต์ภาวนา เพื่ออบรมตนให้ไกลกิเลส ใกล้นิพพานยิ่งขึ้น วันตรุษสงการณ์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย เป็นวันที่เหมาะสำหรับทำบุญตอนรับสิ่งดีๆ ดังนั้นจึงไม่ควรเสพกาม วันสุริยคราส จันทรคราส ถือว่าเป็นวันอัปมงคล หากเสพกามในวันนี้จะทำให้วิญญาณของภูต ผี ปีศาจ เปรต อสุรกาย มาจุติในท้องได้ ส่วนวันเกิดของตน เป็นวันที่ต้องทำบุญตอบแทนพระคุณแม่ เพราะวันที่เราลืมตาดูโลกนั้นเป็นวันที่แม่เจ็บปวดทรมานที่สุด ดังคำที่ว่า วันเกิดลูกคือวันคล้ายวันตายแม่ ดังนั้น เมื่อถึงวันเกิดของตนเมื่อใดควรที่จะไปกราบเท้าแม่ ทำให้ท่านมีความสุขเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณท่าน

2. เมื่อจะบริโภคอาหารให้บ่ายหน้าไปสู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) ถ้าทำได้ดังนี้ เทวดาจะรักใคร่และให้ศีลให้พร ข้อนี้เป็นปริศนาธรรม คนโบราณวางไว้ให้คิด คำว่าทิศบูรพานี้นอกจากแปลว่าทิศตะวันออกแล้ว ยังแปลว่าทิศเบื้องหน้าด้วย ซึ่งทิศเบื้องหน้านี้ท่านหมายถึงบิดามารดาของเรา กล่าวคือ เมื่อเราได้สิ่งใดที่อร่อยมา ท่านให้นึกถึงบิดามารดาเป็นอันดับแรก ต้องให้มารดาบิดากินก่อน พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก การที่ให้ข้าวให้น้ำแก่พอแม่จึงเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ชีวิต เทวดาทั้งหลายตลอดถึงพระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญ

อนึ่ง ทิศเบื้องหน้านี้ยังหมายถึง การมองหาคนอื่นที่พอจะแบ่งปันอาหารที่เรามีอยู่นี้แก่เขาบ้าง เป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ละความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง นึกถึงตามบ้านนอกเวลาทานข้าวอยู่ หากมีใครเดินผ่านมาก็จะเชื้อเชิญให้มารับประทานด้วยกัน ซึ่งมีส่วนช่วยให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

3. เมื่อถ่ายอุจจาระให้บ่ายหน้าไปทางทิศปัจฉิม ทำได้อย่างนี้เทวดาจะรักใคร่และอวยพรให้ ข้อนี้อธิบายได้ว่า อุจจาระนั้นหมายถึงสิ่งที่ไม่ดี เรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความเสียใจ ตลอดถึงกิเลสตัณหาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ท่านบอกว่าถ้าทิ้งได้ให้ทิ้งซะ เพราะเก็บไว้นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังสร้างโทษให้เก็บตัวเองอีกด้วย เปรียบเหมือนกับอุจจาระที่เก็บไว้ก็มีแต่จะเป็นทุกข์ ให้บ่างหน้าไปทางทิศปัจฉิม ปัจฉิมในภาษาพระได้แก่ทิศเบื้องหลัง คือทิ้งแล้วให้หันหลังกลับ ไม่ต้องกลับไปมอง ทิ้งไว้ข้างหลัง เหมือนกับอุจจาระทิ้งแล้วก็ไม่เสียดาย ทุกข์ก็เช่นกันทิ้งแล้วอย่าเสียดาย

4. ชายหญิงที่นอนด้วยกัน ต้องให้ผู้หญิงนอนข้างซ้าย ผู้ชายนอนข้างขวา และฝ่ายหญิงห้ามเดินข้ามเท้าฝ่ายชาย ถ้าปฏิบัติได้ดังนี้ เทวดาจะรักษาและอำนวยอวยพรให้ สิริข้อนี้เป็นปริศนาธรรมสอนการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสิริมงคล คือมีความดีงาม มีความสุข มีความอบอุ่น และเจริญรุ่งเรือง การนอนร่วมกัน หมายถึงการตกลงปลงใจเป็นสามีภรรยากัน การให้รู้จักฐานะและหน้าที่ของแต่ละคน สามีนอนข้างขวา หมายถึงเป็นผู้ที่รับภาระหนักทุกอย่างในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว ส่วนผู้หญิงให้นอนข้างซ้าย หมายถึงให้ช่วยประคับประคองสามี คอยช่วยเหลือเกื้อกูลในยามที่สามีต้องรับภาระหนัก เหมือนกับการยกของถ้าใช้มือขวายกไม่ไหวก็ใช้มือซ้ายเข้าช่วย

การที่ไม่ให้ฝ่ายหญิงเดิมข้ามเท้าฝ่ายชาย ก็หมายความว่าให้ภรรยามีความเคารพต่อสามีในฐานะเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ไม่ก้าวล้ำเส้นคิดจะเป็นหัวหน้าครอบครัวเอง บางคู่ภรรยาถือทิฐิคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเหนือกว่าจึงดูถูก ข่มเหง ดุด่าสามีสารพัด ทำให้ครอบครัวนั้นขาดความงาม ไม่เจริญ หาความสุขไม่มี สังคมดูแคลน

5. ชายหญิงที่อยู่ด้วยกัน ท่านห้ามมิให้ใช้ผ้านุ่งร่วมกัน และให้แยกว่าชุดไหนเป็นชุดสำหรับใส่กลางคืน ชุดไหนเป็นชุดสำหรับใส่กลางวัน ถ้าใช้ผ้านุ่งร่วมกันหรือเอาชุดกลางคืนมาใส่กลางวัน เอาชุดกลางวันไปใส่กลางคืน ท่านว่าจะเสียศรีดูไม่เหมาะ เทวดารังเกียจและไม่อำนวยอวยพร

คำว่าผ้านุ่งในที่นี้ท่านหมายถึงเรื่องภายในครอบครัว ผ้านุ่งกลางวันหมายถึงเรื่องที่ดีที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ที่ควรนำมาเปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ เหมือนเสื้อผ้าที่สวยงามควรนุ่งอวดให้คนเห็น ส่วนผ้านุ่งในเวลากลางคืนหมายถึงเรื่องที่ไม่ดี เรื่องเสียหาย เรื่องไม่งามภายในครอบครัวไม่ควรนำมาเปิดเผย เหมือนชุดนอนไม่ควรนุ่งมาอวดในที่สาธารณะ หรือตามห้างสรรพสินค้า สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันแล้ว ต้องรู้จักแยกแยะว่าเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องในครอบครัว เรื่องไหนที่ควรเปิดเผยเรื่องไหนไม่ดีควรปกปิด โดยเฉพาะเรื่องไม่ดีของคู่ครองที่นำมาเปิดเผยแล้วทำให้เขาเสียหายหรืออับอาย แต่ถ้าเป็นเรื่องดี เรื่องที่น่าภูมิใจก็นำมาเปิดเผยได้ ถ้าทำได้ดังนี้ สิริ คือความสุข ความร่มเย็น ความเป็นมงคลก็จะเกิดขึ้นในครอบครัว

6. เวลาหลังตื่นนอนก่อนออกจากบ้านให้เอาน้ำล้างหน้า ตกแต่งใบหน้าให้ดูดีสวยงามจึงจะเป็นมงคลแก่ชีวิต เทวดาก็จะตามรักษาและอำนวยอวยพรให้โชคดีตลอดวัน คนโบราณเชื่อว่าราศีหรือสิ่งที่จะทำให้เราเกิดความโชคดีนั้นอยู่ที่ใบหน้า ดังนั้นท่านจึงให้ล้างหน้า ทำความสะอาดและตกแต่งใบหน้าให้ดูดีเสมอก่อนออกจากบ้าน ความจริงแล้วข้อนี้ท่านไม่ได้หมายถึงเฉพาะการแต่งหน้าแต่งตาให้ดูสวยดูดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำใบหน้าให้เบิกบานแจ่มใส มีรอยยิ้ม ไม่บูดบึ้ง และอารมณ์ดีอีกด้วย เพราะเพียงการแต่งหน้าให้สวยงามแต่ใบหน้าบึ้งตึง คงไม่ช่วยให้ราศีดีขึ้นสักเท่าไร กลับกันถ้าใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีเบิกบาน ถึงไม่แต่งหน้าทาปากก็ยังดูดีมีเสน่ห์มาก

7. เวลาเที่ยง ให้เอาน้ำพรมที่หน้าอกตรงหัวใจ ทำอย่างนี้จะเกิดสิริมงคลแก่ตน เพราะคนโบราณเวลาเที่ยงราศีจะย้ายจากใบหน้ามาอยู่ที่อก หากเอาน้ำมาพรมที่อกก็จะทำให้รู้สึกสดชื่น มีโชคลาภ การงานเจริญ ความเป็นจริงเวลาเที่ยงวันเป็นเวลาที่อากาศร้อนจัด เหงื่อไหลไคลย้อยเนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ ทำให้อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย และจะพลอยทำให้การงานที่ทำอยู่เสียหาย ท่านให้เอาน้ำลูบอกเพื่อดับความร้อนในร่างกาย ช่วยทำให้จิดใจเย็นลง แต่สำหรับบางท่านสถานที่ไม่เอื้ออำนวยหรือไม่สะดวกที่จะนำน้ำมาลูบอกก็ไม่เป็นไร เพราะอันที่จริงในข้อนี้ท่านต้องการให้ใช้หลักความใจเย็น คือทำอะไรให้ใจเย็นๆ อย่าผลีผลามวู่วาม เพราะถ้าใจร้อนบวกกับอากาศที่ร้อนก็จะก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งได้ง่าย

8. เวลาเย็น ให้เอาน้ำล้างเท้าก่อนเข้านอน เพราะโบราณท่านเชื่อว่าตอนเย็นราศีของคนอยู่ที่หัวแม่เท้าและใจกลางเท้า ถ้าได้ล้างเท้าก่อนเข้านอนก็จะทำให้นอนหลับฝันดี เทวดาก็คุ้มครองอวยพรให้โชคให้ลาภและป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

ความจริงในข้อนี้ท่านหมายถึงว่า เมื่อถึงเวลาเข้านอนแล้วให้ปล่อยวางธุระทั้งหมดทิ้งเสีย ให้เข้านอนพักผ่อนให้เต็มที่ เก็บกำลังชาร์ตแบตเตอรี่ใหม่ เตรียมพร้อมสู้งานต่อในวันถัดไป เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จะทำให้มีกำลังต่อสู้กับงานต่อไปได้อีกนาน การดูแลสุขภาพ การพักผ่อนให้เพียงพอ มีความสำคัญมากพอๆกับการทำงานหาเงิน เพราะหากมีเงินมากๆแล้วจะมีประโยชน์อะไร ถ้าต้องเอาเงินที่หาได้มาเป็นค่ารักษาตังเอง ดังนั้น ท่านจึงให้ปล่อยวางธุระทั้งหมดเสียและพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่เมื่อถึงเวลาต้องพักผ่อน

สิริทั้ง 8 ประการนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่คนรุ่นปู่ย่าตายายได้บัญญัติไว้ ซึ่งหากใครปฏิบัติตามได้ก็จะเกิดความสุขความเจริญอย่างยิ่ง แต่การจะให้มีความสุขความเจริญได้อย่างบริบูรณ์ ต้องรู้จักประยุกต์ใช้ให้ถูกต้อง และเชื่อว่าหากท่านได้ปฏิบัติตามวิธีการรักษาสิริทั้ง 8 ข้อที่ได้แนะนำไว้ ความเป็นสิริ ความเป็นมงคล ความสุขความเจริญจะบังเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอน

 

แหล่งที่มา : http://palungjit.org

ย้อนคำเตือนภัยพิบัติ จาก “หลวงปู่สรวง”

นอกจากพุทธทำนายซึ่งกล่าวถึงภัยพิบัติแล้ว พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ทรงญาณหยั่งรู้ก็กล่าวถึงเหตุภัยพิบัติแทบทุกองค์ หลวงปู่สรวง ผู้วิเศษแห่งภูตะแบงเป็นอีกผู้หนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องภัยพิบัติ หลวงปู่สรวงละสังขารเมื่อปี ๒๕๔๓ ก่อนหน้านั้นไม่นานท่านได้กล่าวถึงเรื่องภัยพิบัติเอาไว้เหมือนจะเป็นการเตือนสติผู้คนให้รีบตั้งตัวอยู่ในคุณงามความดี

ท่านกล่าวเอาไว้อย่างนี้ครับ ต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๕๕๕ คนเก่งอยู่ในเมืองไทย อยู่ที่ไหนก็ตามแต่ มุมไหนก็แล้วแต่พ่อ – แม่ – ญาติพี่น้อง ไม่ต้องสู้กัน ไม่มีประโยชน์ เพราะจะเกิดภัยพิบัติ คนไม่ดีจะตายหมด เดี๋ยวนี้น้ำทะเลตีข้างล่างได้ครึ่งโลกแล้ว ไม่ใช่ครึ่งประเทศนะ ครึ่งโลกแล้ว หลวงปู่สรวงท่านต้องการเตือนให้ทุกคนหยุดแก่งแย่งชิงดีรบรฆ่าฟัน ท่านบอกเพื่อให้รู้จักคำว่าหยุด อย่าอยากเป็นใหญ่อย่าอยากชนะซึ่งกันและกัน อย่ามีเวร อย่ามีกรรมต่อกรรม จะเป็นบุญเป็นกุศลเป็นทางรอดต่อไปได้

 

ครั้งที่สองหลวงปู่สรวงมาบอกกับหลวงปู่ลมัยเป็นภาษาเขมรว่า “ พวกที่ทำลายศาสนา พระมหากษัตริย์ให้ออกไปก่อน นางนาคเป่าน้ำ น้ำทะเลเต็มไปหมด”

คำว่าให้ออกไปก่อนคือ “ตายไปก่อน” นั่นเอง ดังนั้นพวกจ้องทำลายสถาบันกษัตริย์ ทำลายบ้านเมืองโกงบ้านกินเมือง พวกบ่อนำลายเหล่านี้จะไม่เหลือตายหมด

“พวกทำไม่ดีตายหมด” หลวงปู่สรวงท่านกล่าวไว้อย่างนั้น หลวงปู่สรวงท่านว่า “เทวดาตัดสินเอง เจ้ากรรมนายเวรตัดสินเอง” ที่หลวงปู่สรวงกล่าวมานี้ มีความหมายในตัวชัดเจนที่สุด ปี ๒๕๕๕ จะเกิดภัยพิบัติแน่นอน เป็นภัยพิบัติทางน้ำน้ำจะท่วมวอดวายไปหมด คนจะตายเพราะโดนน้ำท่วม

พญานาคเป็นผู้บันดาลน้ำเอง ใครไม่ดีคิดคดทรยศชาติ ศาสนามหากัษตริย์ ไม่มีศีลไม่มีธรรม พวกคนไม่ดีเหล่านี้ตายหมด แผ่นดินจะเหลือไว้แต่คนดี พญานาคท่านจะรู้ว่าใครดีใครไม่ดี คนดีท่านจะหลีกให้ไม่ให้ตายเพราะพญานาคและเทวดาท่านต้องการรักษาคนดีให้คนดีอยู่รอด ดังนั้นคนไหนเป็นคนดีมีศีลมีธรรมรักชาติศาสนามหากษัตริย์คนนั้นจะปลอดภัย สมดังคำหลวงปู่สรวงท่านว่า “คนดีมันเป็น ไม่ตายจะรอด”

หลวงปู่สรวงพูดตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ มาแล้ว ท่านให้ทุกคนสังเกตดูเอาเอง หลวงปู่สรวงท่านรู้ว่าพญานาคเป่าน้ำ บันดาลน้ำมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ – ๒๕๕๐ หลวงปู่สรวงไม่ได้กล่าวถึงสึนามิ แต่ท่านหมายเอาว่าเป็นน้ำท่วมใหญ่แบบน้ำท่วมโลก น้ำที่มาจากมหาสมุทรมาจากทะเล น้ำที่จะตกลงมาเป็นฝน ท่านหมายความอย่างนั้น

หลวงปูสรวงเล่าให้ฟังว่า นางนาคบันดาลน้ำจากทะเลขึ้นไปบนฟ้าพอครบสามวันสามคืน น้ำเหล่านั้นก็กลายเป็นลูกเห็บ พญานาคบันดาลให้ลูกเห็บตกลงมา ลูกนึงบ้างสองลูกบ้าง ลูกเห็บนี้มีพิษ ถ้าตกถูกใครจะตายไม่รอด พญานาคบันดาลลูกเห็บตกลงมาใส่คน ผู้คนจะตายระเนระนาด หลวงปู่สรวงไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นท่านจึงเตือนเอาไว้ล่วงหน้านานนับสิบปี ท่านไม่อยากให้คนตายมากมายขนาดนั้น ท่านรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหมดแล้ว จะมีแต่คนดีเท่านั้นที่รอด “คนดีไม่ตาย” หลวงปู่สรวงท่านว่าเช่นนั้น ถ้าคนไหนถือศีลห้าได้ครบ คนนั้นจะไม่โดนลูกเห็บ ต่อให้อยู่กลางถนนด้วยกันกับคนไม่ดี คนไม่ดีจะโดนคนดีจะไม่โดนเพราะพญานาคเขามองอยู่ เขาบันดาลใส่คนไม่มีศีลเท่านั้น คนดีจะไม่ถูกลูกเห็บเลย คนที่กบฏพระเจ้าอยู่หัว คนที่กบฏแผ่นดินไทย พวกนี้ตายแน่ ใครที่คิดจะยึดแผ่นดินไทยเป็นของๆ ตนพวกนี้ตายหมดพวกนี้จะอายุสั้น

คำพยากรณ์ของหลวงปู่สรวงที่นำมาลงนี้ กำลังเป็นที่แพร่หลายที่สุดที่ใครๆ ต่างนำมาพิจารณาว่ามันเริ่มเป็นจริงเริ่มเห็นเค้าลางกันบ้างแล้ว และต่อไปมันจะร้ายแรงกว่านี้แค่ไหน คนชั่วเต็มบ้านเต็มเมือง เทวดาฟ้าดินจึงลงโทษ เอาน้ำล้างแผ่นดินคนจะตายมากกว่าครึ่ง คนจะรอดได้ต้องมีทาน ศีล ภาวนาเท่านั้น ที่สำคัญต้องไม่กบฏพระเจ้าอยู่หัว


สรุปแล้วในคำกล่าวของหลวงปู่สรวงท่านนั้น มีลักษณะเด่นที่ว่า

๑. พญานาคเป่าน้ำทะเลท่วมโลกในปี ๒๕๕๕ นับเป็นเหตุการณ์หลัก แสดงให้เห็นว่าภายในปี ๒๕๕๕ มีเกณฑ์น้ำทะเลท่วมใหญ่

๒. ปี ๒๕๕๕ เช่นกัน พญานาคเอาน้ำขึ้นฟ้าแล้วตกลงมากลายเป็นลูกเห็บ ลูกเห็บนี้เป็นพิษใครโดนตกใส่จะถึงตาย อนึ่งลูกเห็บนี้จะตกโดนคนไม่ดีเท่านั้นคนดีมีศีลไม่โดน

๓. ผู้ที่จะตายในยุคนี้คือคนกบฏพระเจ้าอยู่หัว นี่แหละจะตาย คนดีไม่ตาย ไม่มีความจำเป็นต้อต่อสู้กันเพราะเวรกรรมเทวดาฟ้าดินจะตัดสินให้เอง

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาแล้วกันว่าเหตุการณ์เหล่านี้หมายถึงอะไร แล้วภัยพิบัติจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ที่น่าสนใจคือภัยพิบัติในปี ๒๕๕๕ ไปถึง ๒๕๖๐ นั้น ครูบาอาจารย์หลายท่านจะกล่าวตรงกันว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นจาก “น้ำ” เป็นหลัก

ขอบคุณที่มา : ถอดรหัสคำทำนายภัยพิบัติ โดยทิพยจักร

: palungjit.org

: www.tnews.co.th

สิ้นแล้วเกจิดัง 5 แผ่นดิน “หลวงปู่แย้ม” สิริอายุ 102 ปี ลูกศิษย์แห่อาลัย

วันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการวัดสามง่าม ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ได้ประกาศแจ้งว่า พระครูประยุตนวการ หรือหลวงปู่แย้ม ฐานยุตฺโต อายุ 102 ปี 7 เดือน 22 วัน พรรษา 79 เจ้าอาวาสวัดสามง่าม (หลวงพ่อเต๋ คงทอง) ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ได้ละสังขารอย่างสงบที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 กรุงเทพมหานคร และจะมีการเคลื่อนย้ายสรีระ หลวงปู่แย้ม จากโรงพยาบาลธนบุรี 1 มาที่วัดสามง่าม ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ในวันจันทร์ที่ 28 ส.ค.

นายสมหวัง สามไพบูรณ์ อายุ 76 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดลำลูกบัว ปัจจุบันเป็นรองประธานกรรมการบริหารวัดสามง่าม ต.สามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม กล่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 26 ส.ค. ได้รับแจ้งจากทางญาติของหลวงปู่แย้ม ที่เฝ้าอาการอยู่ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ว่าหลวงปู่แย้ม มีอาการทรุดและสัญญาณชีพต่ำ ทางแพทย์ได้ช่วยกู้สัญาณชีพหลวงปู่แย้ม กลับมาได้และยังคงพักรักษาตัวตามปกติ กระทั่งช่วงเวลา 06.40 น.ที่ผ่านมา หลวงปู่แย้ม ได้ละสังขารอย่างสงบ นำความโศกเศร้าเสียใจแก่คณะสงฆ์วัดสามง่าม และศิษยานุศิษย์หลวงปู่แย้ม เป็นอย่างมาก

“หลวงปู่แย้ม ท่านอาพาธด้วยอาการมีไข้ และมีเสมหะ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2559 ทางวัดได้นำท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตูม และย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ ระยะหนึ่ง แล้วกลับมาจำวัตรต่อที่วัดสามง่าม โดยมีลูกศิษย์ดูแลใกล้ชิด ไม่นานหลวงปู่แย้ม มีการการไข้สูง และมีเสมหะเหมือนเดิม จึงนำท่านเข้าโรงพยาบาลดอนตูม จากนั้นแพทย์ให้ส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 พบว่ามีการติดเชื้อในปอด ด้วยท่านมีอายุที่มาก การรักษาพยาบาลต้องใช้ความละเอียดอ่อน ท่านเข้าและออกโรงพยาบาลธนบุรี 3 ครั้ง กระทั่งละสังขาร เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา” นายสมหวัง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจากไปของหลวงปู่แย้ม นำความเสียใจถึงประชาชนชาวตำบลสามง่าม อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ยิ่งนัก และมารอรับสรีระสังขารของหลวงปู่แย้ม ที่กุฎิ ทางวัดจึงแจ้งว่าสรีระสังขารของหลวงปู่แย้ม จะมาถึงวัดสามง่าม ในวันพรุ่งนี้ (28 ส.ค.) ชาวบ้านจึงทยอยกันกลับ

อนึ่งทางวัดสามง่าม ได้จัดเตรียมสถานที่ตั้งสรีระสังขารของหลวงปู่แย้ม ที่บนศาลาหลวงปู่แย้ม โดยคณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่วัดสามง่าม ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนช่วยกันจัดสถานที่เตรียมบสังขารหลวงปู่แย้ม พระเกจิชื่อดังจังหวัดนครปฐม และเป็นพระนักพัฒนาการศึกษา และโรงพยบาลรวมถึงสาธารณะประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับหลวงปู่แย้ม เป็นเกจิผู้มีอาคมขลัง มีชื่อเสียงด้านเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี สิ่งที่เป็นที่เลื่องชื่อลือชาก็คือกุมารทองตะกรุดสามห่วง หลวงปู่แย้มเป็นเกจิร่วมรุ่นในยุค หลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอมหลวงปู่หลิววัดไร่แตงทองหลวงพ่อเปิ่นวัดบางพระ และอีกหลายหลายเกจิ ผู้มีชื่อเสียงด้านอาคม ต่างๆ ของจังหวัดนครปฐม ซึ่งถ้านับอายุหลวงปู่แย้ม จะมีสิริอายุ ยืนยาวกว่าเกจิร่วมรุ่น นับว่าเป็นเกจิ 5 แผ่นดิน ซึ่งในปัจจุบัน ยังคงมีเหลือเกจิที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครปฐมที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือหลวงปู่แผ้วปวโร วัดรางหมัน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเกจิรุ่นสุดท้าย ของสงฆ์ผู้มีอาคมเป็นที่นิยมเลื่อมใสของชาวไทยทั้งประเทศ

แหล่งที่มา : https://www.khaosod.co.th

ไอเดียแปลก!!! ปลูกพริกกลับหัว ปลูกแบบเก๋ๆ ทำขายเป็นอาชีพเสริมได้

วันนี้มีแนวคิดดีๆเก๋ๆเกี่ยวกับการปลูกพริกแบบกลับหัวมาฝาก การทำที่ง่ายๆค่ะ ไม่ยุ่งยากมากมายทำได้ทั้งเด็กและผู้ที่ไม่เคยปลูกผักเลย และการปลูกพริกแบบกลับหัวนั้นเหมาะกับการปลูกเพื่อความสวยงามและสามารถนำมาทานได้ มาดูกันเลยนะค่ะว่าวัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนในการปลูกพริกแบบกลับหัวเค้าทำกันยังไงไปดูกันเลยค่ะ

 

 

วัสดุอุปกรณ์ในการปลูกพริกกลับหัว

เมล็ดพันธ์ุพริก เลือกพันธ์ุที่ชอบมาปลูก

ดินผสมปุ๋ยคอก และขุ๋ยมะพร้าวเพื่อคุณสมบัติในการอุ้มน้ำเวลารดน้ำจะได้ไม่หยดลงพื้นเลอะเทอะ

กระถางพลาสติก

ลวดทำเป็นสามง่ามเพื่อใช้ห้อยกระถาง

 

แผ่นพลาสติกเก่าหรือไม้กระดานเล็กๆพอปิดปากกระถางเวลาคว่ำลง

 

ขั้นตอนและวิธีการปลูกพริกกลับหัว

นำลวดมาห้อยกระถางและก็ทาสีเพื่อความสวยงามนิดหน่อยค่ะ

สีกระถางแห้งแล้วก็ใส่ดินที่ผสมกับปุ๋ยคอกและก็อย่าลืมใส่ขุยมะพร้าวไปด้วยน่ะค่ะ เพื่อจะได้ช่วยในการอุ้มน้ำเวลารดน้ำ น้ำจะได้หยดหกเลอะเทอะพื้น

 

ใช้แผ่นพลาสติกที่เตรียมไว้ปิดปากกระถาง แล้วคว่ำลง (บิดลวดให้ราบก่อนหรือแกะออกก่อนก็ได้น่ะค่ะ)

 

หยอดเมล็ดพันธ์ุพริกใส่รูตรงกลางกระถาง แล้วใช้ดินถมกลบไว้

 

 

รดน้ำทุกวันตั้งทิ้งไว้ประมาณ 15-20วันต้นพริกก็จะงอกและรากก็ยึดติดดินแข็งแรงเรียบร้อยแล้ว ก็นำกระถางขึ้นห้อยโชว์เพื่อจำหน่ายหรือเพื่อปลูกไว้เพื่อทานได้แล้วค่ะ ตามรูปจะเป็นกระถางที่ปลูกต้นพริกที่แข็งแรงและเริ่มออกดอกพร้อมจะออกผลแล้วค่ะ และเมื่อต้นพันธ์ุแข็งแรงแล้วต้นพริกแทนที่จะยาวลงพื้นเหมือนกับถ้าตั้งขึ้นเค้าจะสูงนั้น ไม่เลยค่ะต้นพริกจะงอยอดที่แตกออกมาขึ้นเหมือนกับที่เราห้อยขาเราก็จะดึงหัวขึ้นนั่นแหละค่ะ ต้นพริกก็จะออกลูกดกกว่าเดิมและแข็งแรงเพราะเหมือนการออกกำลังกายไปในตัว

 

 

การทำอาชีพเกษตรไม่ว่าจะทำแนวไหน ก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้หากเราทำด้วยใจรักและมีความคิดดัดแปลงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างค่อยๆคิดค่อยๆทำ ก็จะทำให้อาชีพนั้นสร้างรายได้ให้ตัวผู้ทำอย่างมีความสุข การคิดดัดแปลงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพืชผักสวนครัวเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าถือว่าเป็นไอเดียที่ใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ ปกติแล้วเราซื้อหรือขายต้นพริกที่แข็งแรงออกดอกแล้วล่ะก็อย่างมากก็ไม่เกินต้นละ20-25บาท หากแต่ดัดแปลงจัดใส่กระถางทำเป็นแนวใหม่อย่างเช่น”พริกกลับหัว”อย่างที่บ้านน้อยได้เขียนมานี้ สามารถนำไปขายได้ในราคา 70-100บาทก็เกินคุ้มแล้วล่ะค่ะ สำหรับคนที่อยู่ตามหอพักหรือคอนโดก็สามารถนำไปห้อยตามระเบียงเพื่อความสวยงามและก็ยังใช้ประโยชน์ได้อีกด้วยได้ประโยชน์ทั้งทางสายตาและก็ยังทานได้อีกคุ้มเกินคุ้มค่ะ การเกษตรไม่มีแนวคิดที่ตายตัว สามารถพลิกแผลงดัดแปลงได้ตลอดขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละบุคคล ความคิดนอกกรอบเกิดขึ้นมาได้ตลอดเหมือนกับเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้ทำตามรอยพ่อหลวงนั่นแหละค่ะ ขอให้มีความสุขกับงานที่ทำและอาชีพที่รัก อยู่อย่างเพียงพอและพอเพียงความสุขที่ยั่งยืนก็จะตามมาค่ะ ติดตามเทคนิคและวิธีการต่างๆเกี่ยวกับการเกษตรทุกชนิดได้ที่ Baannoi.com

 

 

ขอบคุณภาพและข้อมูล : me-deekrab.com

เคล็ดบูชา “พระสังกัจจายน์” อย่างไร ให้มีโชคลาภร่ำรวย ตำรับ “หลวงปู่แย้ม วัดสามง่าม”

กราบไหว้สักการบูชาพระสังกัจจายน์เพื่อให้บังเกิดความเป็นสิริมงคล 3 ประการแก่ตนเองและครอบครัว ดังนี้

 

1. โชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ พระสังกัจจายน์ได้รับการยกย่องให้เป็นพระผู้อุดมด้วยโภคทรัพย์ และลาภสักการะเสมอด้วยพระสิวลี รูปลักษร์ท่านแสดงถึงความมีลาภพูนทวี

2. สติปัญญา เนื่องเพราะพระสังกัจจายน์ได้รับการยกย่องจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศในทางอธิบายความพุทธภาษิต ท่านเป็นอรหันต์ผู้มีปฎิภาณเฉียบแหลม

3. ความงามและความมีเสน่ห์เป็นเมตตามหานิยม เนื่องจากเพราะก่อนที่ท่านจะอธิษฐานจิตให้รูปร่างเปลี่ยนแปลง พระสังกัจจายน์มีผิวดั่งทองคำและมีรูปงามละม้ายเหมือนพระพุทธเจ้า จนแม้แต่เทพยดา พรหม มนุษย์ทั้งปวงพากันรักใคร่ชื่นชม เคล็ดการบูชา

ในการบูชาพระสังกัจจายน์นั้นบูชาด้วยธูป 3 ดอก พร้อมดอกไม้สีขาวมีกลิ่นหอมต่างๆ หรือดอกบัว๗ดอก มิว่าจะบูชาด้วยดอกใดให้ใช้ 7 ดอก และควรบูชาสองเวลาคือเช้าก่อนไปทำงานและเย็นก่อนนอน เพื่อขอให้ท่านประสาทพรโชคลาภพูนทวี และมีเคล็ดอย่างนึงว่าพระสังกัจจายน์นั้นหากบูชาไว้ในบ้านให้ปิดทองที่พุงของท่านเชื่อว่าจะมีลาภไหลมาไม่ขาดสายครับ ในตอนเช้าให้กล่าวคำบูชาท่านดังนี้ครับ

คาถาบูชา

กัจจานะ จะ มหาเถโร พุธโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะ สุภา สิตัง พุทธะตัง สะมะนุปปัตโต พุทธะ โชตัง นะ มามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะ มุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะ มามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยัง มามะฯ

และขอให้พรว่าจะไปทำงานให้อะไรก็ว่าไปตามใจปรารถนา

และเมื่อกลับบ้านก่อนอนให้สวดบูชาท่านด้วยบทนี้ครับ

คาถาบูชาขอลาภ (สวดบทนี้ได้ทุกวันก่อนนอนเพื่อสิริมงคล)

กัจจายะนะ มะหาเถโร เทวะตานะระ ปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม

ลาเภนะ อุตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สัพพะลาภา สะทาโสตถิ ภะวันตุ เม

และขอท่านว่าเราประสงค์สิ่งใด

ในส่วนการไปไหว้พระสังกัจจายน์องค์ใหญ่ที่วัด นั้นควรมี ดอกบัว๑ดอก ธูป๓ดอก และทองคำเปลวสามแผ่น แผ่นที่๑ปิดที่หน้าผากขอพรให้มีปัญญาเฉียบแหลมแบบท่าน แผ่นที่๒ปิดที่ปากท่านเพื่อขอให้เกิดเมตตามหานิยม แผ่นที่๓ปิดที่พุงเพื่อขอลาภไหลมาพูนทวีแล้วกล่าวคาถา

คาถาบูชาขอลาภ (สวดบทนี้ได้ทุกวันเพื่อสิริมงคล)

กัจจายะนะ มะหาเถโร เทวะตานะระ ปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม

ลาเภนะ อุตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สัพพะลาภา สะทาโสตถิ ภะวันตุ เม

เสร็จแล้วให้เอามือบีบเข่าท่านและขอพร
ทำไมต้องบีบเข่าพระสังกัจจายน์ เพราะท่านพระอาจารย์สุรินทร์ท่านเล่าว่า หลวงปู่เกษม เขมโก ท่านบอกว่ามีเรื่องเล่าว่าพระอินทร์จะหมดบุญจากเทวโลก ไม่อยากลงมาเกิดอีก ไปกราบพระโมคคัลาน์ท่านก็แนะนำไม่ให้พระอินทร์ลงมาเกิดไม่ได้จะไปถามพระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงไปปลีกวิเวกส่วนพระองค์ พอดีพระอินทร์นึกขึ้นได้ว่าพระสังกัจจายน์ท่านมีปัญญาเฉียบแหลมต้องรู้แน่ๆๆ จึงเสด็จไปหาพระสังกัจจายน์ พอพบท่านพระอินทร์ก็ตรงไปบีบเข่าถวายแก้ปวดเมื่อยท่าน พระสังกัจจายน์ท่านใช้ญาณดูก็รู่ว่าพระอินทร์มาด้วยเรื่องอะไร ท่านเห็นว่าพระอินทร์เป็นผู้นอบน้อม จึงแนะให้พระอินทร์ต่อบุญด้วยการใส่บาตรพระมหากัสสปะขณะออกจากนิโรธสมาธิเพราะอานิสงส์แรงมาก พระอินทร์กราบลาและไปทำตามปรากฏว่าพระอินทร์ก็ต่อบุญได้อีกไม่ต้องจุติจากสวรรค์มาเกิดอีก จึงเป็นเคล็ดที่เวลาไปกราบพระสังกัจจายน์ใหญ่ๆๆตามวัดต้องบีบเข่า

สำหรับเคล็ดและประวัติพระอินทร์ในการบีบเข่าพระสังกัจจายน์นั้นได้ตำรับ มาจากหลวงพ่อสุรินทร์ (ศิษย์ครูบาเจ้าเกษม)เจ้าอาวาส วัดปราสาทนครหลวง ท่านได้เมตตาบอกเคล็ดแล้วเล่าให้ฟัง ส่วนตัวผู้เขียนทำแล้วรู้สึกดีเลยบอกต่อครับ ส่วนเคล็ดการไหว้พระสังกัจจายน์ที่บ้านหลวงปู่แย้ม ฐานยุตโตบอกว่าหลวงปู่เต๋ คงทองท่านได้บอกญาติโยมครับ

 

แหล่งที่มา : http://palungjit.org

มีอะไรบ้าง ? สิ่งที่เป็นอัปมงคลห้ามเก็บไว้ในบ้าน

5 สิ่งอัปมงคล ที่ไม่ควรเอาไว้ภายในบ้านเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ผิดฮวงจุ้ยนั้นมีอะไรกันบ้าง เรามาดูกัน

1.นาฬิกาตาย
ในทางฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า ไม่ควรเก็บสิ่งของที่พังเสียหายเอาไว้ในบ้าน โดยเฉพาะนาฬิกาที่ตายแล้ว เพราะมันจะสื่อถึงการเสียชีวิต และอาจจะนำมาซึ่งการสูญเสียภายในบ้าน ถ้าไม่อยากโยนทิ้งก็รีบซ่อมซะ

2. ประตูสีดำ
แม้เทรนด์การแต่งบ้านด้วยประตูสีดำกำลังมาแรง แต่ในทางฮวงจุ้ยมันกลับหมายถึงประตูที่จะนำพามาซึ่งความโชคร้าย เป็นประตูที่คอยเปิดต้อนรับสิ่งไม่ดีให้เข้ามาในบ้าน ยกเว้นถ้าหน้าประตูบ้านหันไปทางทิศเหนือพอดิบพอดี ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่น่ากังวล

3. ปฏิทินเก่า
ข้อนี้ไม่ได้หมายความถึงปฏิทินเก่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงปฏิทินที่แสดงวัน เดือน และปี ที่ผิดไปจากปัจจุบันอีกด้วย เป็นการสะท้อนถึงเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มาในอดีต ทำให้เกิดผลกระทบในทางลบกับชีวิตของคนในบ้าน

4. จาน-ชามแตก
ต่อให้เสียดายแค่ไหนก็ควรโยนทิ้ง เพราะการเก็บจาน-ชามที่แตกหรือชำรุดเสียหายเหล่านี้เอาไว้ในบ้านหรือกลับนำมาใช้งาน เท่ากับว่าเป็นการตอกย้ำและสะกดจิตใต้สำนึกของเราให้เปิดรับแต่เรื่องแย่ ๆ เข้ามาในชีวิตและบ้านของเราเอง

5. ต้นไม้ที่ตายแล้ว
หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลามากพอที่จะดูแลต้นไม้ก็ไม่ควรเลี้ยง เพราะถ้าปล่อยให้มันเหี่ยวแห้ง ขาดน้ำ และยืนต้นตายอยู่ภายในบ้าน ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดทางให้สิ่งไม่ดีและความโชคร้ายก้าวเข้ามาในชีวิต

โปรดใช้วิจารณญาณ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.share-si.com