น่าชื่นชม! เจ้าหนูนักสวดมนต์ “น้องแอนฟิลด์” อายุเพียง 6 ขวบ

น้องแอนฟิลด์ หนูน้อยวัย 6 ขวบ โชว์ความสามารถสวดมนต์บทสุดยาก จนได้รับเสียงปรบมือลั่นสตูดิโอ ทำเอาทึ่งกันทั้งสตูดิโอ super 10 อีกแล้ว เมื่อ ด.ช.ภัทรชนน บัวอ่อน หรือน้องแอนฟิลด์ หนูน้อยวัย 6 ขวบ จาก จ.นครปฐม ขอพิชิตฝันเลโก้ด้วยการสวดมนต์ โดยน้องแอนฟิลด์สามารถโชว์กรรมการ ด้วยการสวดมนต์บทยากๆ อย่างที่ผู้ใหญ่บางคนยังท่องไม่ได้ อาทิเช่น บทพาหุง-มหากา บทชินบัญชร รวมถึงพุทธวัจนะ จึงได้รับเสียงปรบมือลั่นสตูดิโอ ส่วนน้องแอนฟิลด์จะชนะใจกรรมการได้เลโก้อย่างที่หวังไว้หรือไม่ พบคำตอบได้จากคลิปนี้เลย

แหล่งที่มา : palungjit.org

“หลวงพ่อสุ่น” เสกใบไม้เป็นปลา!!

ตำนานเล่าขานฤทธิ์อภิญญาหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์สุ่น พระเถราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองพระนครศรีอยุธยา เมื่อครั้งหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์สุ่น วัดบางปลาหมอ กำลังสร้างอุโบสถใหม่ ขณะนั้นปรากฏว่ามีช่าง สำหรับคนที่เป็นนายช่าง ๓ – ๔ คนมาควบคุมการสร้างพระอุโบสถ เขามาช่วยท่านด้วยศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่จะมารับจ้าง เรื่องการเงินการทองนี่เขาไม่ขอรับ และอาหารการบริโภคเขาก็เอามาหมดทุกอย่าง เขาหามากินเองไม่รบกวนทางวัด แรงงานทั้งหมดก็ได้ชาวบ้านช่วยกัน แล้วก็ช่วยกันจัดหาวัสดุก่อสร้างทุกอย่าง คนสมัยนั้นเขามีศรัทธามาก ขณะที่สร้างพระอุโบสถ ตอนเย็นวันหนึ่งท่านเดินไปดูนายช่าง เห็นนายช่างซื้อหมูบ้างซื้อเนื้อบ้างกินวันละเล็กวันละน้อยไม่มากรู้สึกว่าจะเป็นคนเขียมๆ คือไม่มีค่าจ้างค่าออน ก็กินกันตามอัตภาพที่จะพึงหาได้

ท่านก็เลยบอกพวกนายช่าง บอกว่า “พวกแกมาทำงานวัดนี่ แกจะมาซื้อกับกินทำไม ปลาในสระมีเยอะแยะไป ทำไมแกไม่ไปตกมากิน” นายช่างก็บอกว่า “ปลาวัดมันบาปครับ และปลาไม่ใช่ปลาวัดก็บาป แต่ผมก็หาอยู่ บ้านผมก็หา แต่ปลาวัดผมถือครับ ผมไม่กินหรอกเพราะมันบาปมาก” หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า “ถ้าปลาที่อื่นมันอาจจะบาป ถ้าปลาในสระของวัดนี่กินไม่บาป ถ้าแกกำลังก่อสร้างอยู่อย่างนี้นะ เพราะผลบุญที่แกสร้างพระอุโบสถนี่มันมากกว่า” พระอุโบสถนี้เป็นพระอุโบสถใหม่นะ เพราะหลังเก่ามันทรุดโทรมมาก ท่านสร้างแทนขึ้นมาใหม่ หลังเก่าก็ยังไม่ได้รื้อ ท่านบอกว่า “อนุญาตนะ พวกแกจะกินได้ ทีหลังไม่ต้องไปซื้ออะไรเขามากิน เอาปลาในสระกิน ฉันรับรองว่าไม่บาป เพราะเป็นปลาวัด อีกอย่างหนึ่งคนที่ทำงานในวัดกินปลาวัดได้” พวกนายช่างก็เชื่อ เพราะว่าตามธรรมดาไม่ค่อยจะมีอะไรกินอยู่แล้ว ถึงตอนเย็นท่านก็บอกว่า เอาเบ็ดเกี่ยวเหยื่อเข้า อะไรก็ได้เนื้อที่มันตายแล้ว จะเป็นเนื้อหรือเศษปลาหรืออะไรเกี่ยวเบ็ด โยนลงไปในสระ พอโยนไปสักอึดใจเดียวก็ปรากฏว่าปลาเค้าตัวใหญ่กินเบ็ด แล้วก็ดึงขึ้นมา แล้วก็เอามาทำเป็นอาหารกิน พวกคณะช่างกินปลาในสระจนกว่าจะสร้างโบสถ์เสร็จ ขณะที่กินปลาได้ไม่กี่วันรู้สึกว่าอุจจาระที่ถ่ายออกมามันมีสีเขียว เขาก็แปลกใจ จึงไปถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไอ้ปลาในสระมันไม่มีอาหารอย่างอื่นกิน มันกินตะไคร่น้ำ แกกินเข้าไปขี้มันก็เขียวน่ะสิ”

ทีนี้เมื่อหลังจากสร้างพระอุโบสถเสร็จท่านก็ประกาศว่า “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครจะกินปลาในสระไม่ได้นะ ถ้ากินแล้วจะเป็นโรคเรื้อน” คนเขากลัววาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน นายช่างก็ถามว่า “พวกผมจะเป็นไหม” ท่านบอก “แกกินก่อนน่ะไม่ป็นหรอก แต่ต่อไปนี้ถ้าแกกินแล้วเป็นโรคเรื้อน” ถามว่า “เป็นเพราะอะไร” ท่านก็บอกว่า “ข้าโกหกให้แกกินใบไม้ ข้าเสกใบไม้เป็นปลาเอาไว้ กินอร่อยไหมวะ” นายช่างบอกว่า “รสชาติมันก็เหมือนปลาธรรมดาพวกนั้นแหละ” ท่านบอกว่า “ปลาวิชชามันเป็นอย่างนั้น นี่ข้าเสกใบไม้” ผลที่สุดท่านก็หยิบใบไม้ขึ้นมาใบ แล้วถามว่า “แกเชื่อไหมว่าข้าทำใบไม้เป็นปลาได้” นายช่างก็บอกว่า “เชื่อเหมือนกันครับ แต่อยากเห็น” ท่านเลยหยิบใบไม้มาใบหนึ่งแล้วใส่เข้าไปในขันน้ำปรากฏว่าเป็นปลาว่ายปร๋อ พวกนายช่างหัวเราะกันใหญ่ บอกแหม..หลวงพ่อ! ผมไม่รู้เลยว่าหลวงพ่อให้กินใบไม้ ผมกินกันใหญ่ ทีแรกผมนึกว่าเป็นปลาจริงๆ ผมไม่กล้าจะตกขึ้นมากินมากๆ กลัวมันจะบาปมาก ไอ้บาปกับบุญที่สร้างโบสถ์มันจะไม่พอกัน ท่านก็หัวเราะชอบใจ อันนี้เป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อสุ่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปาน ปรากฏว่าเป็นพระได้อภิญญาเหมือนกัน

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/332101

“สัญลักษณ์ตราแผ่นดิน” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าหลวง พระราชทานให้เพื่อแก้อาถรรพ์!

ปาฏิหาริย์ในสังคมของเราในปัจจุบันนั้นมีให้เราได้สัมผัสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไร ไม่ว่าจะเป็น ดวงวิญญาณ รวมไปถึงสิ่งสูงค่า อย่าง ตราแผ่นดิน ของพระมหากษัตริย์ ขึ้นชื่อว่าดวงตราแผ่นดิน ย่อมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ประกอบด้วยสิทธิอำนาจ ตบะเดชะ ข่มอาถรรพณ์ กันและแก้คุณไสยฯ เป็นที่เกรงกลัวของเหล่าภูติวิญญาณร้าย ในอดีตสมเด็จพระพุฒาจารย์โตก็เคยนำเอาตราแผ่นดินมาประทับหลังพระสมเด็จของท่านจนเป็นที่เลื่องลือในพุทธานุภาพ ในปัจจุบันทางวัดมหาพฤฒารามวรวิหาร ได้จัดสร้างวัตถุมงคลพระพุทธรูปอินทร์แปลง หลังประทับตราแผ่นดินขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งของดีมีมงคลแห่นแผ่นดินสยาม สัญลักษณ์ตราแผ่นดิน อันเป็นตราประจำของวัดมหาพฤฒารามวรวิหาร ถือเป็นตราอาญาสิทธิ์ของคนโบราณ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถ้ามีการตัดถนนที่ใด ที่เจอไม้ใหญ่และคนทำงานเจออาถรรพณ์ล้มเจ็บล้มตาย ก็จะใช้ตราแผ่นดินไปติดและอ่านโองการ ต้นไม้ใหญ่ที่ทรงอาถรรพณ์จะล้มลงเอง ผู้ที่ถือตราแผ่นดินหรือมีตราแผ่นดินพกติดตัวจึงเป็นผู้ที่มีบารมี มีอำนาจ ยิ่งหากบุคคลใดที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตั้งอยู่ในสุจริตธรรมแล้ว บุคคลผู้นั้นย่อมมีพลังเร้นลับจากตราแผ่นดินอันเป็นตรามหามงคลตามรักษา ดั่งเทวดาตามตัว

เมื่อครั้ง พระพุทธเจ้าหลวง โปรดเกล้าให้สร้างทางรถไฟ ที่ดงพญาเย็น ซึ่งรู้กันดีว่า ในป่าดงพญาเย็นแห่งนี้ มีอาถรรพ์ และภูตผี มากมาย ในขณะที่สร้างทางรถไฟนั้น ต้องทำการตัดต้นไม้เพื่อทำให้การสร้างทางรถไฟดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อย เนื่องด้วยต้นไม้นั้นเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่มาเจ้าที่เจ้าทาง เทวดาอารักข์ สิงสถิตอยู่นั้น ทำให้เกิดอาถรรพ์ต้นไม้ คนงานล้มตายเป็นจำนวนมาก เล่าว่าเจ้าหน้าที่และคนงานที่สร้างทางรถไฟ ถูกผีหลอกหลอนเป็นไข้หัวโกร๋นตามๆ กันซ้ำยังมีเทือกเขาอยู่หลายแห่งขวางเส้นทาง ความจริงจะตัดหรือระเบิดอ้อมไปด้านข้างเคียงก็พอจะทำได้ แต่เส้นทางจะคดเคี้ยวดูไม่สวยงาม จึงต้องทำการระเบิดภูเขา โดยที่วิศวกรชาวฝรั่งเศส พยายามจะระเบิดทำลายเพื่อจะทำทางรถไฟผ่านอยู่หลายครั้งหลายคราแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เป็นความหนักใจให้แก่บรรดานายช่างเป็นอย่างยิ่ง เกือบจะพากันหมดอาลัยล้มเลิกความตั้งใจเสียแล้ว จึงปรึกษากันว่าควรทำอย่างไรดี ขณะนั้นมีท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งแนะนำในทางไสยศาสตร์ว่า สถานที่แห่งนี้ คงมีผีเจ้าป่าหรือเจ้าที่เจ้าทาง ควรทำบัตรพลีเซ่นสรวง บนบานศาลกล่าว ให้องค์เทพารักษ์อนุญาตตามประเพณีไทยแต่โบราณ แต่ไม่มีใครเห็นด้วยเพราะนายช่างเป็นคนหัวใหม่ ปรากฏว่า การระเบิดภูเขาก็ไม่เป็นผลสำเร็จอยู่ดี ชาวบ้านแห่งนั้นบอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เคยแสดงมหาอิทธิฤทธิ์ปรากฏแก่ชาวบ้านและพรานให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง เช่น ถ้ามีคนตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้น หรือ ปัสสาวะบริเวณโคนไม้ใหญ่ ก็จะมีอันเป็นไป คือ ล้มป่วย เจ็บเนื้อเจ็บตัว ปวดหัว เป็นไข้ หรือเป็นลมชักน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือก ต้องหาคนไปทำกระทงบัตรพลีเซ่นสรวงขอขมา ถ้าใครไม่เชื่อล้มเจ็บถึงตายก็มี จนกระทั่งความทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) พระองค์จึงโปรดให้นำตราแผ่นดินไปประทับตรงโคนต้นไม้ใหญ่บริเวณนั้นเป็นการ เอาเคล็ด เล่ากันว่า พอต้นไม้ใหญ่แห่งนั้นถูกตราแผ่นดินพระราชทานตีประทับลงที่โคนแล้ว ก็ให้มีอันกิ่งใบแห้งเหี่ยวยืนต้นตายไป และมีพระราชกระแสรับสั่งให้นายช่างระเบิดหินต่อไป แต่ก็มีการเล่ากันว่าชาวบ้านบางคนกลัวไม่กล้าระเบิดต่อ เนื่องจากมีนายช่างและคนงานบางคนเป็นไข้ป่าเจ็บหนักจนถึงเสียชีวิต พระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) จึงโปรดเกล้าให้สร้างศาลเพียงตาขึ้นที่ใกล้เงื้อมผา การระเบิดทำทางรถไฟ จึงดำเนินต่อไปโดยไร้อุปสรรค รายละเอียด.. (http://www.tnews.co.th/contents/330414)

ส่วนบนสุดตรงกลาง คือ ภาพพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี หมายถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกฎเป็นภาพจักรและตรีไขว้ เรียกว่า ตรามหาจักรี อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแทนนามราชวงศ์จักรี ความหมายโดยรวมจึงแปลว่า พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี ทางด้านซ้ายและขวาของพระมหาพิชัยมงกฎเป็นรูปฉัตร 7 ชั้น อันเป็นเครื่องหมายแห่งราชาธิปไตย ที่เป็นฉัตร 7 ชั้น ก็เพราะว่าเป็นฉัตรสำหรับใช้ประกอบกับนพปฏลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น) ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงพระราชอิสริยศของพระมหากษัตริย์ การใช้รูปดังกล่าวจึงเป็นการประกาศให้รู้ว่า ดินแดนสยามอยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นสยามินทราธิราช
ใต้ลงมาเป็นรูปโล่แบ่งออกเป็น 3 ห้อง โดยส่วนบนแบ่งเป็น 1 ห้อง ส่วนล่างเป็น 2 ห้อง มีความหมายดังนี้ – ห้องด้านบนเป็นภาพช้าง 3 เศียร หมายถึง สยามเหนือ, สยามกลาง และสยามใต้ พื้นโล่เป็นสีเหลือง – ห้องล่างด้านขวาเป็นภาพช้างเผือก หมายถึงประเทศราชลาวล้านช้าง (กรุงศรีสัตนาคนหุต) พื้นโล่เป็นสีแดง – ห้องล่างด้านซ้ายเป็นภาพกริชคดและกริชตรงไขว้กัน หมายถึง หัวเมืองประเทศราชมลายู พื้นโล่เป็นสีชมพู ความหมายโดยรวมของรูปสัญลักษณ์ภายในโล่จึงหมายถึงขอบขัณฑสีมาทั้งหมดของประเทศสยามในเวลานั้น

เครื่องหมายอื่นๆ ที่แทรกอยู่ในตรา แต่เห็นได้ไม่สู้ชัดเจนนัก คือ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5 อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ ดังบรรยายต่อไปนี้ – ตรงกลางภาพส่วนบนสุดเป็นภาพพระมหาพิชัยมงกุฎ – บนมุมซ้ายด้านบนของโล่เป็นส่วนหนึ่งของพระแสงขรรค์ชัยศรี และพระแส้หางจามรี – บนมุมขวาด้านบนของโล่เป็นส่วนหนึ่งของธารพระกรไม้ชัยพฤกษ์ และพัดวาลวิชนี – ส่วนฉลองพระบาทเชิงงอนแยกอยู่ริมฐานฉัตรด้านละ 1 ข้าง – เบื้องหลังตราแผ่นดินที่มีลักษณะเป็นจีบคล้ายผ้าม่าน คือ ฉลองพระองค์ครุยทอง- องค์พระราชลัญจกรตราแผ่นดินนั้นเป็นตรากลม มีอักษรตามขอบพระราชลัญจกรจารึกไว้ว่า “สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม”

แหล่งที่มา : http://www.baanjompra.com/, เพจ ตามรอยพ่อ, http://www.tnews.co.th/contents/332164

 

“หลวงพ่อพุธ” เตือนสติญาติโยมที่ขอให้ทำพิธีเจิมรถใหม่

ความเชื่อทางไสยศาสตร์กับคนไทยมักจะไปด้วยกันเสมอๆ “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย” ท่านเข้าใจนิสัยนี้ของคนไทย บางครั้งที่มีญาติโยมลูกศิษย์ลูกหามาขอให้ท่านทำพิธีทางไสยศาสตร์ให้ ท่านจึงไม่ขัดข้อง แต่ทุกครั้งก็มักจะมีคติธรรมเตือนสติฝากไปด้วยเสมอๆ เรื่องของ “การเจิมรถ” ก็เช่นกัน … หลวงพ่อพุธไม่เคยปฏิเสธศรัทธาของญาติโยม ท่านเมตตาทำให้ทุกครั้ง แต่ก็จะเตือนสติไปด้วยว่า “มาให้หลวงพ่อเจิมให้น่ะ … คนเจิมเองก็รถคว่ำมาหลายครั้งแล้วนะ”!!

เรื่องที่หลวงพ่อพุธประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ นี้ ท่านไม่ได้พูดเล่น หากแต่เป็นเรื่องจริง ว่าแล้วหลวงพ่อพุธก็เล่าเรื่องชวนขำให้ฟังเมื่อตอนที่ท่านประสบอุบัติเหตุรถคว่ำว่า … ตอนนั้นท่านเดินทางโดยรถยนต์จากอุบลราชธานีกลับมาโคราช พอรถวิ่งเข้าทางโค้งก็เกิดเสียหลักพลิกคว่ำไปหลายตลบ แต่ท่านก็สามารถรวมจิตของท่านได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่รถนั้นพลิกคว่ำหงายเก๋งไปหลายตลบ แต่ตลบสุดท้ายนั้นก็ทำให้รถกลับมาตั้งในท่าปกติได้ หลวงพ่อพุธมีสติระลึกรู้อย่างรวดเร็ว เห็นหลังคารถโป่งแหลมจนเป็นรูปจั่ว ส่วนคนในรถไม่มีใครบาดเจ็บ ทันใดนั้น คนในรถก็ร้องตะโกนขึ้น… “หลวงพ่อหัวแตก”!! เมื่อหลวงพ่อพุธเอามือคลำศีรษะดูก็เห็น “สีแดงฉาน” เลอะเต็มมือไปหมด!!เวลานั้นทุกคนต่างก็ตกใจเป็นอย่างมาก แต่หลวงพ่อพุธเห็นว่ามันแปลกๆ ก็เลยยกมือขึ้นมาดมกลิ่นเลือด เท่านั้นแหละ…ท่านก็ถึงกับหัวเราะลั่น ก็ “กระโถนน้ำหมาก” ที่อยู่ในรถนั่น … มันหกรดศีรษะท่าน!!! : หนังสือ “รอยยิ้มพระอรหันต์ อารมณ์ขันพระอริยะ” โดย วีระวัฒน์ ชลสวัสดิ์

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/332319

มาดูความเปลี่ยนแปลงของ “เจ้าเรียกทรัพย์” ลูกวัวในท้องแม่ที่กำลังจะถูกฆ่า!

ท่านเจ้าคุณเมตตาให้อยู่แบบอิสระ ไม่ถูกขัง เวลามันเห็นท่านเจ้าคุณก็มักจะเดินเข้ามาคลอเคลียและกระโดดกอดเสมอๆ “เจ้าเรียกทรัพย์” คือชื่อของลูกวัวตัวนี้ ที่เกิดจากแม่วัวที่ “ท่านเจ้าคุณพระประชาธรรมนาถ” ได้ไถ่ชีวิตมาในขณะตั้งท้องโดยมีลูกวัวตัวนี้อยู่ในท้องด้วย ต่อมาเมื่อออกลูกมา ปรากฎว่าวัวตัวที่เป็นแม่ได้ตายไป เจ้าลูกวัวตัวนี้จึงกำพร้าเเม่แต่เกิด ท่านเจ้าคุณจึงเมตตาให้อยู่แบบอิสระ ไม่ถูกขัง เวลามันเห็นท่านเจ้าคุณก็มักจะเดินเข้ามาคลอเคลียและกระโดดกอดเสมอๆ ช่างเป็นภาพที่น่ารักจริงๆเลยเชียว

เจ้าเรียกทรัพย์ วันนี้เดินมาหาถึงหน้าวัดเลยโตขึ้นมาก พระอุ้มจะไม่ไหวแล้วหลังๆฉลาดมากขึ้นเริ่มฟังภาษารู้ด้วย หากไปกินของร้านใดแล้วไปโดนแม่ค้าดุ ไปว่า มันจะไม่เข้าร้านนั้นอีกนานเลย แต่หากน้อยที่ร้านค้าจะดุหรือว่า เจ้าเรียกทรัพย์ เพราะ เจ้าเรียกทรัพย์ไปร้านไหน ร้านนั้นจะขายดี

แหล่งที่มา : http://www.siamvariety.com/view-20479.html

กฎแห่งกรรมกับความเป็นธรรม

(โดย พระไพศาล วิสาโล) ทำไมคนดีถึงยากจน แต่คนชั่วกลับร่ำรวย? เหตุใดคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมถึงมีอายุสั้น แต่คนที่โกงกินบ้านเมืองกลับมีอายุยืน? ข้อความเหล่านี้มักถูกยกขึ้นมาเพื่อตั้งข้อสงสัยกับกฎแห่งกรรมว่า กฎนี้มีจริงหรือ และมีความเป็นธรรมเพียงใด ในทรรศนะของคนจำนวนไม่น้อยสองประเด็นนี้สัมพันธ์กัน เพราะหากชี้ได้ว่ากฎแห่งกรรมไม่มีความเป็นธรรมก็แสดงว่ากฎนี้ไม่มีอยู่จริง คำถามก็คือ เราเข้าใจกฎแห่งกรรมว่าอย่างไร กฎแห่งกรรมในความเข้าใจของคนทั่วไป สรุปได้สั้นๆ ว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” นัยยะที่มักพ่วงตามมาก็คือ ทำดีแล้วต้องรวยและอายุยืน ทำชั่วต้องยากจนและอายุสั้น เป็นต้น เพราะคนทั่วไปมองว่ารวยและอายุยืนนั้นคือ “ดี” ส่วนยากจนและอายุสั้นคือ “ไม่ดี” ไม่ผิดหากจะกล่าวว่ากฎแห่งกรรมหมายถึง “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” เพราะข้อความนี้มาจากพุทธศาสนสุภาษิตในพระไตรปิฎก แต่ข้อความนี้ไม่ได้มาโดดๆ ข้อความที่มาก่อนหน้านั้นก็คือ “หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น” ความหมายก็คือหากปลูกมะม่วง ก็ได้มะม่วง ปลูกมะพร้าว ก็ได้มะพร้าว เป็นอื่นไปไม่ได้ นี้คือกฎธรรมชาติที่พุทธศาสนาเรียกว่า “พีชนิยาม” หรือกฎธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและการสืบพันธุ์ ในทรรศนะของพุทธศาสนา พีชนิยามกับกฎแห่งกรรม (ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กรรมนิยาม”) มีสถานะเท่ากัน คือเป็นกฎธรรมชาติเหมือนกัน และมีความเป็นสากล ไม่ขึ้นอยู่กับการบังคับควบคุมของมนุษย์ ปลูกมะม่วง ย่อมได้มะม่วงฉันใด ทำดีย่อมได้ดีฉันนั้น แต่ “ดี” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ารวยหรืออายุยืน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าปลูกมะม่วงย่อมได้เงินดี ใครๆ ก็รู้ว่าปลูกมะม่วงแล้วไม่จำเป็นต้องได้เงินดี เพราะเงินจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับราคาของมะม่วงในตลาดว่าสูงหรือต่ำ และยังต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของพ่อค้าคนกลาง ตลอดจนความสามารถของลูกค้าในการเข้าถึงสวนมะม่วง เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้อยู่นอกเหนือกฎธรรมชาติหรือพีชนิยาม แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสังคมซึ่งแปรเปลี่ยนตลอดเวลาและมีมนุษย์เป็นตัวกำหนดที่สำคัญปลูกมะม่วงไม่ได้แปลว่าต้องได้เงินดีฉันใด ทำดีก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรวยฉันนั้น แต่ที่แน่ใจก็ได้ก็คือ ปลูกมะม่วงก็ต้องได้มะม่วง (หากปลูกถูกต้อง) ทำดีก็ต้องได้ดี (หากทำดีถูกต้อง) ดีในที่นี้หมายถึงผลดีที่เกิดขึ้นกับจิตใจ บุคลิกนิสัย และส่งผลถึงการกระทำ เช่น ทำให้จิตใจสงบเย็น โปร่งเบา ส่วนผลที่นอกเหนือจากนั้น เช่น รายได้ สุขภาพ ชื่อเสียงเกียรติยศ ยังต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอีกมากมาย เช่น ความสามารถในการประกอบอาชีพและการจับจ่ายใช้สอยของคนผู้นั้น รวมทั้งพฤติกรรมของคนรอบข้าง ค่านิยมของสังคม สภาวะเศรษฐกิจในเวลานั้น ฯลฯ ชอบทำบุญ ทอดกฐินทอดผ้าป่าเป็นประจำ แต่ขณะขับรถกลับจากต่างจังหวัด เกิดหลับในขึ้นมา จึงขับชนเสาไฟฟ้าถึงแก่ชีวิต ในกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจพูดได้ว่าทำดีแล้วทำไม่ไม่ได้ดี เพราะการขับรถอย่างปลอดภัยนั้นต้องอาศัยสติด้วย ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นคนใจบุญอย่างเดียว ในทำนองเดียวกัน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่โกงไม่กิน แต่ชอบกินอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน แถมไม่ออกกำลังกาย อีกทั้งยังเครียดจากที่ทำงาน เส้นเลือดในสมองจึงแตก กลายเป็นอัมพาต นอนซมอยู่ที่บ้านช่วยตัวเองไม่ได้ กรณีอย่างนี้ก็ไม่อาจพูดได้เช่นกันว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะสุขภาพนั้นจะดีหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตด้วย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว ชอบทำบุญแต่ตายเพราะอุบัติเหตุ หรือซื่อสัตย์แต่กลับเป็นอัมพาต จึงไม่ได้หมายความว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง ทั้งยังพูดไม่ได้ด้วยว่ากฎแห่งกรรมไร้ความเป็นธรรม เพราะเป็นคนละเรื่องกัน กฎแห่งกรรมนั้นเป็นกฎธรรมชาติ ส่วนความเป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์นิยามเอาเอง แค่ไหนจึงเรียกว่าความเป็นธรรม เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้มาก ผู้คนมักคิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต่อเมื่อพบว่าตนเองได้น้อยกว่าคนอื่น (เช่น ได้แจกผ้าห่มน้อยกว่า หรือได้เงินเดือนและโบนัสน้อยกว่า) แต่หากตนเองได้มากกว่าคนอื่น มีใครบ้างที่จะโวยวายว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้แปลว่าความไม่เท่าเทียม แต่มักแปลว่าฉัน (หรือพวกของฉัน) ได้น้อยกว่าคนอื่น คำว่า “ธรรม” ในพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ สัจธรรม หมายถึงความจริงหรือกฎธรรมชาติ ส่วน จริยธรรม นั้นเป็นการเอาความจริงหรือกฎธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยจัดวางเป็นวิธีการ หรือกำหนดเป็นคุณค่าหรือคุณธรรมที่พึงยึดถือ เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎธรรมชาติ เช่น มรรคมีองค์ 8 ไตรสิกขา เมตตากรุณา สันโดษ อหิงสา ความใจกว้าง และการเคารพสิทธิของผู้อื่น เป็นต้น มองในแง่นี้ กฎแห่งกรรมจัดว่าเป็นเรื่องสัจธรรม ส่วนความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม จัดเป็นเรื่องจริยธรรม การแยกเช่นนี้จะช่วยให้เห็นว่าความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมนั้น เป็นคุณค่าหรือคุณธรรมที่ควรทำให้เกิดมีขึ้น (ไม่ว่าในระดับบุคคลหรือสังคมก็ตาม) มิใช่กฎธรรมชาติโดยตัวมันเอง แต่ก็อิงอาศัยกฎธรรมชาติ โดยเฉพาะกฎแห่งกรรม ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้เกิดจิตที่เป็นกุศลหรือสร้างเงื่อนไขทางสังคมที่เกื้อกูลต่อความสงบสุขและชีวิตที่ดีงาม เป็นต้น ในฐานะสัจธรรม กฎแห่งกรรมเป็นสิ่งที่เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วในตัวมันเอง อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ มนุษย์จะรับรู้ว่ามีกฎนี้หรือไม่ก็ตาม มันก็ยังทำงานของมันอยู่นั่นเอง แต่ในฐานะจริยธรรม ความเป็นธรรม เป็นสิ่งซึ่งมนุษย์ต้องทำให้เกิดมีขึ้น รวมทั้งต้องตกลงให้แน่ชัดว่ามีความหมายอย่างไร ในเมื่อความเป็นธรรมเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการตีความ กฎแห่งกรรมจะ “เป็นธรรม” เพียงใด จึงเป็นเรื่องที่มนุษย์เราตีความเอาเอง ดังนั้น จึงพบว่าในบางครั้งกฎแห่งกรรมก็ดูเหมือนเป็นธรรม แต่ในบางครั้งก็ไม่เป็นธรรม การแสวงหาความเป็นธรรมจากกฎแห่งกรรม มองในแง่หนึ่งก็ไม่ต่างจากการแสวงหาความยุติธรรมจากกฎอื่นๆ ในธรรมชาติ เช่น กฎแห่งการเกิดโรคระบาด (ซึ่งจัดว่าเป็นพีชนิยามอย่างหนึ่ง) กฎนี้หากกล่าวอย่างสั้นๆ (ซึ่งอาจดูหยาบสักนิด) ก็คือ โรคระบาดเกิดจากเชื้อโรค มิได้เกิดจากอำนาจลี้ลับ หรือจากสภาพอากาศ ใครที่ติดเชื้อโรค เช่น มาลาเรีย ไม่ว่า รวย หรือจน เด็กหรือคนแก่ ขาวหรือดำ กษัตริย์หรือยาจก ล้วนต้องล้มป่วยหรือตายทั้งสิ้น มองในแง่นี้กฎนี้ก็นับว่ายุติธรรมอย่างยิ่ง แต่ในความเป็นจริงเราพบว่าคนที่ติดและตายเพราะโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นคนจน และอยู่ในประเทศโลกที่สาม หลายคนเป็นเด็กน่ารัก และจำนวนไม่น้อยก็เป็นคนดี ในขณะที่นักการเมืองที่โกงกินบ้านเมืองแทบไม่มีใครตายเพราะโรคนี้เลย ทั้งๆ ที่บางคนหากตรวจเลือดก็พบเชื้อมาลาเรีย (เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่มีเชื้อวัณโรคในร่างกาย แต่กลับไม่เป็นโรคนี้เลย) เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะพูดได้ไหมว่ากฎนี้ไม่ยุติธรรม ตรงนี้เป็นเรื่องขึ้นอยู่กับการตีความ แต่ไม่ว่าจะตีความอย่างไร หรือถึงแม้จะสรุปว่ากฎนี้ไม่ยุติธรรม ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎนี้ไม่มีอยู่จริง จะเป็นธรรมหรือไม่ ก็เป็นการตีความหรือให้ค่าของมนุษย์เอง แต่กฎนี้ไม่รับรู้ด้วย ยังคงทำงานต่อไปตามเหตุปัจจัยอยู่นั่นเอง การที่บางคนรักษาสุขภาพอย่างดี ไม่สูบบุหรี่ แต่กลับเป็นมะเร็งปอด ขณะที่หลายคนสูบบุหรี่มาตลอด แต่ไม่เป็นโรคนี้เลย ไม่ได้หมายความว่าบุหรี่กับมะเร็งปอดไม่เกี่ยวกัน การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า สองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน แต่ก็มีเหตุปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งตอนนี้เรายังมีความรู้ที่จำกัด จึงไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าทำไมบางคนไม่เป็นมะเร็งปอดทั้งๆ ที่สูบบุหรี่มาก แต่เท่าที่มีอยู่ตอนนี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าบุหรี่กับมะเร็งปอดนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างมาก (อย่างน้อยก็มีผลในระดับเซลล์ เช่น ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้น แต่จะลุกลามเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก) ความรู้ดังกล่าวทำให้สามารถระบุได้ว่าการไม่สูบบุหรี่เป็นปัจจัยหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพ ฉันใดก็ฉันนั้น ถึงแม้เรายังไม่รู้เหตุปัจจัยอื่นๆ อย่างครบถ้วน ว่าเหตุใดบางคนที่ทำความดีมาตลอดจึงถูกฆ่าตายตั้งแต่อายุยังน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการทำความดีจะไม่ส่งผลดีต่อผู้กระทำ จริงอยู่ การไม่สูบบุหรี่มิได้เป็นหลักประกันเด็ดขาดว่าจะไม่ป่วยเป็นมะเร็งปอด ในทำนองเดียวกัน การทำความดีก็มิได้เป็นหลักประกันเด็ดขาดว่าจะไม่มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับตน เพราะเหตุปัจจัยที่จะก่อให้เกิดสิ่งเลวร้ายกับตนนั้นมีอยู่มากมายนอกเหนือจากการกระทำของตนเองในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การกระทำของตนเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างน้อยก็เป็นสิ่งซึ่งอยู่ในการควบคุมของเราได้ กฎแห่งการเกิดโรคระบาด จะยุติธรรมหรือไม่ก็ตาม ก็ยังมีประโยชน์ หากเราเอาความรู้หรือความจริงจากกฎดังกล่าวมาใช้ในการป้องกันมิให้เกิดแหล่งเพาะเชื้อโรค ร่วมกันพัฒนายารักษาโรคขึ้นมา รวมทั้งรณรงค์ให้ผู้คนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง ตลอดจนสามารถเข้าถึงยาได้อย่างสะดวก ฉันใดก็ฉันนั้น ถึงแม้กฎแห่งกรรมจะดูไม่เป็นธรรมในสายตาของเรา และถึงแม้การทำความดีจะไม่ใช่หลักประกันเด็ดขาดว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายกับตน แต่ความจริงที่ว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงตามหลักเหตุปัจจัยระหว่างการทำความดีกับการเกิดคุณภาพจิตที่ดีและมีชีวิตที่ดี ความจริงดังกล่าวเราสามารถเอามาใช้ในการส่งเสริมให้ผู้คนทำความดี มีจริยธรรมต่อกัน อย่างน้อยก็ไม่นิ่งดูดายต่อความทุกข์ของผู้อื่นโดยอ้างว่าเป็น “กรรมของสัตว์” หรือ “กรรมใครกรรมมัน” ผู้ที่ทำเช่นนั้นนอกจากจะเข้าใจกฎแห่งกรรมผิดพลาดแล้ว ยังสร้างกรรมใหม่ที่เป็นอกุศล ซึ่งในที่สุดก็จะต้องก่อผลร้ายแก่ตนเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แหล่งที่มา : dhammajak.net

“หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ” เมตตามาสอนธรรมในสมาธิ “หลวงปู่ไม”

หลวงปู่ไม อินทสิริ ได้เทศน์สอนพระเณรเรื่อง “นิพพาน” คือผู้ไม่ตาย คำว่าไม่ตายคือ ไม่ตายไปกับราคะโทสะโมหะ ถึงแม้ว่าหลวงปู่ ผู้เป็นพระอรหันต์ จะดับขันธ์นิพพานไปแล้ว แต่พระจิตอันบริสุทธิ์จะยังไม่ตาย …จะตายยังไง ก็เห็นๆกันอยู่

…หลวงปู่ไม ท่านจะเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่หลวงปู่ไมไปสร้าง”วัดป่าหนองช้างคาว” ใหม่ๆ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นพระอรหันต์ ท่านนิพพานปีพ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านนิพพานไปนานหลายปี แต่ท่านก็มาเยี่ยมหลวงปู่อยู่บ่อยๆ และ พระอุปคุตซึ่งท่านนิพพานไป ๒,๐๐๐ กว่าปี ท่านก็มาเยี่ยมหลวงปู่ และเมื่อครั้งที่หลวงปู่ไมเป็นเณรอายุ ๑๙ มีพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่มาเยี่ยม พระอรหันต์องค์นั้นคือ “หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ“ …ตอนนั้นหลวงปู่ไมเป็นเณร นั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ จิตใจสว่างไสวอยู่นั้น เห็นหลวงปู่อ่อนเหาะมาโดยอากาศ มาสนทนาธรรม แก้ปัญหาธรรมให้เณรไมอยู่เป็นประจำ จึงทำให้เณรไมได้บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นเป็นลำดับ เณรไม เมื่อได้หลวงปู่อ่อน เป็นพ่อแม่ทางธรรมเพิ่มอีก จึงอยากจะตอบแทนบุญคุณ จึงได้ถามหลวงปู่อ่อนว่า “หลวงปู่ครับ หลวงปู่มาจากวัดไหนครับ?
หลวงปู่อ่อนก็ตอบว่า “มาจากวัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งห่างจากวัดของเณรไม ประมาณ100กิโลเมตร”

…นี้แหละความอัศจรรย์ของการภาวนา ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นหน้าตากันเลย ก็ได้เห็นกันในทิพย์จักษุ ได้เห็นทั้งพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่มาเยี่ยม และได้เห็นทั้งพระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้วมาเยี่ยม คำว่านิพพานจะเรียกว่า”ผู้มีจิตที่ไม่ตาย” ก็ไม่ผิดหลวงปู่ไม อินทสิริ.(เทศน์สอนพระเณร) ที่มา : FB เพจหลวงปู่ไม  อินทสิริ

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/331228

ที่เดียวในประเทศไทย !!! รอยพระบาท รัชกาลที่ 9 บนดอยพญาพิภักดิ์สัญลักษณ์แห่งความสงบสุข และเป็นปึกแผ่นในชาติไทย !!!

เป็นที่ทุกคนรู้ว่า ทุกพื้นที่ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงเหยียบและพัฒนามาแทบทั้งหมดแล้ว แม้กระทั่งพื้นที่สีแดง สมัยยุคสงครามเย็นระหว่างรัฐบาลไทย กับกลุ่มผู้ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่น่ากลัวนั้นเรียกว่า ดอยพญาพิภักดิ์

ดอยพญาพิภักดิ์ นับเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากในยุคสงครามเย็นที่มีการรบพุ่งกันระหว่างรัฐบาลไทย กับกลุ่มผู้ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ และชาวบ้านในพื้นที่ที่หลายๆ คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐผลักไสให้ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม ในพื้นที่ดอยยาวดอยผาหม่น บนดอยพญาพิภักดิ์ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นพื้นที่สีแดง ซึ่งทางรัฐบาลได้ส่งกองกำลังเข้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 จนเกิดเสียงปืนแตกนำสู่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อขึ้น

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2524 พันโทวิโรจน์ ทองมิตร ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 473 ได้นำกำลังพลเข้าปฏิบัติการในยุทธการยึดเนิน 1188 บนดอยพญาพิภักดิ์ จนสามารถปราบปรามคอมมิวนิสต์ในพื้นที่นั้นลงได้

แต่การสู้รบครั้งนั้น เหล่าทหารหาญก็ได้พลีชีพเพื่อชาติไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เหล่าทหารหาญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนเหล่าทหารหาญและพสกนิกร ณ ฐานปฏิบัติการพญาพิภักดิ์ บนดอยยาว ท่ามกลางชาวบ้านที่เดินทางมาเฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525

และพระองค์ท่าน ยังทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานประทับรอยพระบาท ของพระองค์ลงบนแผ่นปูนปลาสเตอร์ที่ทหารได้จัดเตรียมไว้ให้ ตามคำกราบบังคมทูลของพันโทวิโรจน์ ที่ศาลาบนดอยพญาพิภักดิ์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวและความสงบของพื้นที่สีแดง และพระองค์ทรงเดินทางไปในเขตอันตรายด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าขณะนั้นพื้นที่จะพึ่งสงบลงแต่อันตรายยังมีอยู่แน่นอน แต่พระองค์ก็ทรงพระราชหฤทัยเข้มแข็ง ทรงเข้าไปพูดคุยกับฝั่งคอมมิวนิสต์ และขอความร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ต่อไป ความสงบสันติสุขจึงคืนกลับมา

ปัจจุบัน รอยพระบาทบนปูนปลาสเตอร์นั้นถูกนำมาเก็บไว้ที่ ศาลารอยพระบาท ยอดดอยโหยด ภายในค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมือง จ.เชียงราย โดยเดิมทีนั้นรอยพระบาทของในหลวง ร.9 จะเป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่ค่ายทหารเม็งรายมหาราช แต่ต่อมา เมื่อหน่วยทหารเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปท่องเที่ยวได้ จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนภายนอกจะสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและสักการะรอยพระบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/331353

ภาวนาดีกว่าพารา ระงับปวด ระงับเวทนา “พระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธัมโม”

เรื่องนี้สำคัญมาก ส่วนมากเราใช้ “พารา” ระงับเวทนา ไม่ได้ใช้ “ภาวนา” ระงับเวทนา มีอะไรก็เอา “พารา” มาให้ อันนี้ยังนอกกาย น่าจะใช้ของที่อยู่ในจิตของเราแก้เวทนา อันนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะแก้เวทนา คือทางพระพุทธศาสนาให้จดจ่ออยู่ที่เวทนา เราเจ็บอยู่ที่ไหนให้ดูที่นั่น และดูความเปลี่ยนแปลงของเวทนา เพราะเวทนามันไม่อยู่นิ่ง ถ้าเราดูที่เวทนามันก็จะจดจ่อ

เช่นครั้งหนึ่งอาตมาไปยกของหนักแล้วก็คอเคล็ดมาทับเสันประสาท เส้นประสาทอักเสบ เส้นประสาทมันอักเสบมันทำให้กระดูกทับเส้นประสาท วันนั้นก็ไปอยู่ที่วัดอื่นและได้รับนิมนต์ไปฉันในบ้าน ที่นี้เวลานั่งรถปิคอัพ มันเป็นถนนแบบบ้านนอกมันกระเทือน ทำให้กระดูกทับเส้นประสาทพอดี ไปถึงบ้านโยม คิดว่าจะอาเจียนในบ้านของเขา เพราะมันปวดมากๆ มีพระเก้ารูป อาตมาเป็นองค์ที่สอง ดีที่หัวหน้าท่านนำสวดได้อาตมาปวดจนนั่งไม่ได้ ต้องนั่งพิงฝาผนังเขาและนั่นหลับตาเพราะถ้าลืมตาจะอาเจียน ถ้าอาเจียนในบ้านเขา เขาคงคิดว่าจะไม่เป็นสิริมงคล ก็เลยพยายามกลั้นไว้ กลั้นไว้เพราะสงสารโยมเขานิมนต์พระไปสวดในบ้านใหม่ อยากให้เป็นสิริมงคล พระมาแล้วอาเจียนในบ้าน ไม่เป็นสิริมงคล ใจจะหายก็เลยตั้งจิตว่าต้องอยู่นิ่งที่สุดเพราะมันทรมาน มันทรมานมากเราไม่มีที่ไปแล้ว มันปวดมากๆ จนจิตจะพึงอย่างอื่นไม่ได้ ก็เลยไปพึ่งที่เวทนา เอาละเวทนามันกล้าที่สุดแล้ว ต้องจดจ่อที่การเกิดดับของเวทนา และดูว่าถ้าเราเป็นชาวพุทธเราต้องพึ่งอะไร ต้องพึ่งว่าเวทนามันอนิจจัง มันไม่แน่นอนมันไม่เที่ยง ก็เลยพึ่งอาศัยสัจธรรมอันนี้ ดูความไม่เที่ยงของเวทนา

และเมื่อเราจดจ่อดูความไม่เที่ยงของเวทนา เราเห็นเวทนามันวูบวาบ วูบวาบตลอดเวลา มันก็ทุกข์อยู่ แต่ใจรู้สึกว่าเกิดปิติสุขเพราะปัญญาที่รู้เวทนา รู้เท่าทันทุกขเวทนา รู้อาการของเวทนา นี่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน การรู้ตามความเป็นจริงว่าเวทนาเป็นอนิจจัง ก็เลยทำให้อาตมามีความรู้สึกว่า เออ ดีมากๆ ที่มันทุกข์ที่สุดในบ้านของโยม มันทำให้บังคับจิตจดจ่อกับการรู้เวทนานั้น เกิดปิติสุข มันทรมานอยู่ ถึงจะทรมานทางกายแต่จิตสบาย จิตสบายในการรู้โดยปัญญา ซึ่งเป็นวิธีที่สำคัญมากในการรู้เวทนา พระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนวัน นครราชสีมา ที่มา : FB: เพจ สาขาวัดหนองป่าพง ขอขอบคุณภาพประกอบบางภาพจาก เครดิตภาพ คุณPoon Thanakorn

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/331510

การสวดมนต์ให้ถูกวิธีในพระพุทธศาสนาควรสวดอย่างไร?

การสวดมนต์ในพระพุทธศาสนานั้น เราจะต้องสวดเป็นภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่จารึกพระธรรมคำสั่งสอนไว้ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งแตกต่างกับพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่นิยมใช้ภาษาสันสกฤต โดยอ้างอิงที่มาจากการที่ชาวชมพูทวีปสมัยพุทธกาลส่วนใหญ่นิยมใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาพูดกันมาก โดยเฉพาะในเขตมคธชนบทที่เป็นอาณาจักรที่มีอำนาจและเป็นแผ่นดินที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ จึงไม่แปลกที่พระพุทธเจ้าของเราทรงเลือกภาษาบาลีหรือภาษามคธเป็นภาษาหลักของพระพุทธศาสนา มีการจัดวางระเบียบแบบแผนด้านหลักการของภาษาไว้ดีมาก…ที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตันติภาษา” ด้วยความที่คนพื้นเมืองในชมพูทวีปนิยมใช้ภาษาบาลีพูดสื่อสารกันจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงเลือกใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาแห่งพระพุทธศาสนาเพื่อสื่อสารการเผยแผ่คำสั่งสอนของพระองค์มาโดยตลอด พุทธบริษัทจึงควรทราบวิธีอ่านพูดภาษาดังกล่าวเพื่อใช้ให้ถูกต้องทั้งในอักขรวิธี พยัญชนะ และความหมาย ตลอดจนถึงรูปศัพท์ต่างๆ การอ่านหรือการสวดภาษาบาลีในประเทศไทยมี 2 แบบ โดยทั่วไปคือ การอ่านแบบไทย (หรือเรียกว่า “แบบสังโยค”) และการอ่านแบบสากล (หรือเรียกว่า “แบบมคธ”) ต่อมามีการเพิ่มรูปแบบการสวดขึ้นมาอีกหนึ่ง ได้แก่ การอ่านแบบสรภัญญะ ดังจะเห็นพระสงฆ์จากหลายประเทศนิยมสวดในทำนองดังกล่าว เช่น เนปาล อินเดีย ศรีลังกา หรือแม้กระทั่งไทยในปัจจุบัน หากผู้ใดสนใจศึกษาถึงวิธีการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องของภาษาบาลีก็น่าจะสามารถหาหนังสืออ่านเพิ่มเติมได้จากร้านหนังสือใหญ่ ๆ ที่มีมุมหนังสือพระพุทธศาสนาว่าด้วยเรื่องหมวดบาลีไวยากรณ์หรือการสวดมนต์ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา ซึ่งคงจะมีผู้เรียบเรียงขึ้นเพื่อประกอบการศึกษาอยู่มากมายในปัจจุบัน!!

การสวดมนต์ในพระพุทธศาสนานั้น เราจะต้องสวดเป็นภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่จารึกพระธรรมคำสั่งสอนไว้ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งแตกต่างกับพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่นิยมใช้ภาษาสันสกฤต โดยอ้างอิงที่มาจากการที่ชาวชมพูทวีปสมัยพุทธกาลส่วนใหญ่นิยมใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาพูดกันมาก โดยเฉพาะในเขตมคธชนบทที่เป็นอาณาจักรที่มีอำนาจและเป็นแผ่นดินที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ จึงไม่แปลกที่พระพุทธเจ้าของเราทรงเลือกภาษาบาลีหรือภาษามคธเป็นภาษาหลักของพระพุทธศาสนา มีการจัดวางระเบียบแบบแผนด้านหลักการของภาษาไว้ดีมาก…ที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตันติภาษา” ด้วยความที่คนพื้นเมืองในชมพูทวีปนิยมใช้ภาษาบาลีพูดสื่อสารกันจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงเลือกใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาแห่งพระพุทธศาสนาเพื่อสื่อสารการเผยแผ่คำสั่งสอนของพระองค์มาโดยตลอด พุทธบริษัทจึงควรทราบวิธีอ่านพูดภาษาดังกล่าวเพื่อใช้ให้ถูกต้องทั้งในอักขรวิธี พยัญชนะ และความหมาย ตลอดจนถึงรูปศัพท์ต่างๆ การอ่านหรือการสวดภาษาบาลีในประเทศไทยมี 2 แบบ โดยทั่วไปคือ การอ่านแบบไทย (หรือเรียกว่า “แบบสังโยค”) และการอ่านแบบสากล (หรือเรียกว่า “แบบมคธ”) ต่อมามีการเพิ่มรูปแบบการสวดขึ้นมาอีกหนึ่ง ได้แก่ การอ่านแบบสรภัญญะ ดังจะเห็นพระสงฆ์จากหลายประเทศนิยมสวดในทำนองดังกล่าว เช่น เนปาล อินเดีย ศรีลังกา หรือแม้กระทั่งไทยในปัจจุบัน หากผู้ใดสนใจศึกษาถึงวิธีการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องของภาษาบาลีก็น่าจะสามารถหาหนังสืออ่านเพิ่มเติมได้จากร้านหนังสือใหญ่ ๆ ที่มีมุมหนังสือพระพุทธศาสนาว่าด้วยเรื่องหมวดบาลีไวยากรณ์หรือการสวดมนต์ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา ซึ่งคงจะมีผู้เรียบเรียงขึ้นเพื่อประกอบการศึกษาอยู่มากมายในปัจจุบัน!!

หากจะกล่าวถึงอิทธิฤทธิ์หรือความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจพลังทิพย์-พลังธรรม ที่จะปรากฏเกิดขึ้นจากการสวดมนต์เพื่อนำไปสู่ความสัมฤทธิผลตามประสงค์ของผู้สวดสาธยายนั้น ก็ย่อมเป็นไปได้เมื่อคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเมื่อผู้สวดมีความศรัทธาในองค์คุณแห่งพระรัตนตรัย มีศีลอันเป็นปกติ มีความรู้ความเข้าใจในคุณความหมายของบทสวดนั้น ๆ และสามารถสวดสาธยายได้อย่างมีสติกำกับ รู้ทุกถ้อยกถาธรรม จนทำให้จิตตั้งมั่น ดำรงอยู่ในองค์สมาธิระดับกลาง ๆ ที่ใช้งานได้ อำนาจพลังธรรมก็ย่อมเกิดขึ้นจากพลังจิตที่มีความรู้และดำรงอยู่ในองค์ศรัทธาพละ อันสามารถขับเคลื่อนอำนาจพลังไปสู่การสานสร้างสัมพันธภาพกับสภาวธรรมภายนอกได้จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนจะบรรลุสำเร็จผลหรือไม่ก็ต้องพิจารณาดูว่าอยู่ในลักษณะเงื่อนไขสามประการหรือไม่ คือ ๑. ต้องมีความศรัทธา ๒. ไม่มีกรรมมาปิดกั้น ๓. ไม่มีกิเลสมากางกั้น ข้อสำคัญที่ควรนำมาพินิจพิจารณาในฐานะของเราที่เป็นพุทธบริษัทของพระผู้มีพระภาคเจ้าคือการเข้าถึงคุณอันแท้จริงของการสวดมนต์หรือการกล่าวสาธยายพระสูตรต่าง ๆ โดยจะต้องคล่องปาก ขึ้นจิต แจ่มแจ้งใจ เพื่อนำไปสู่การศึกษาสร้างสรรค์ความรู้ความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อเพิ่มพูนศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญาที่จะทำให้เข้าใจและเข้าถึงองค์คุณของพระรัตนตรัยอันรวบรวมแสดงอำนาจธรรมไว้ในบทสวดต่าง ๆ ซึ่งหากจะให้ได้ผลเป็นไปเพื่อประโยชน์สุดคือความดับทุกข์นั้นจะต้องรู้ในความหมายเพื่อน้อมนำมาเพ่งพินิจพิจารณาในใจโดยแยบคาย อันจะนำไปสู่การเข้าถึงคุณค่าแท้ที่ปรากฏอยู่ในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นอมฤตธรรมที่น่าสนใจยิ่ง อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวโดยสรุปเรื่องการสวดมนต์ให้ถูกวิธีตามฉบับพระพุทธศาสนาอีกครั้งก็คงจะต้องให้ความสำคัญในอักขรวิธีที่ถูกต้อง การออกเสียงที่ชัดเจนต่อรูปศัพท์ ไม่ผิดเพี้ยนตามทำนองนิยมของแต่ละหมู่คณะ ซึ่งคงจะเหมือนกันได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร ไทย พม่า ศรีลังกา อินเดีย เนปาล ก็คงจะต้องว่ากันไปตามทำนองเสียงของกลุ่มตน ที่สำคัญคือต้องสวดสาธยายด้วยใจเคารพ ด้วยความตั้งมั่น ด้วยเจตนาธรรมที่ถูกต้อง รู้ซึ้งในคุณค่าของพระรัตนตรัย และถูกต้องตามฐานะของพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนา

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/tpd/964314 (คอลัมน์ปักธงธรรม), tnews