วิธีแก้พิษตะขาบกัด ด้วยสมุนไพร ในบ้าน ไม่ต้องเสียเงินซื้อยา

วิธีแก้พิษจากการโดน ตะขาบกัด ด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน ที่หาใช้จากในบ้าน ใช้ได้จริงเห็นผลจริง
ตะขาบ (centipede)
จัดอยู่ในไฟลัมอาร์โธรพอด เป็นสัตว์กินเนื้อที่ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันมักหลบตามกองไม้ เศษใบไม้หรือตามเศษปะรักหักพังต่างๆ เหยื่อที่เป็นอาหารจะเป็นจำพวก จิ้งหรีด จิ้งจก และสัตว์ขนาดเล็กอื่นๆ ลำตัวมีลักษณะแบนยาว กว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาวตั้งแต่ 3-15 เซนติเมตร ลำตัวมีลักษณะเป็นปล้องเรียงต่อกัน 10 ถึงมากกว่า 100 ปล้อง และมีขามากกว่า 30 คู่ ตามขนาดลำตัว และสายพันธุ์ที่พบ

ตะขาบสามารถมีอายุได้มากกว่า 5 ปี และมีการลอกคราบเหมือนสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป โดยทั่วไปเรามักไม่พบตะขาบในเวลากลางวัน นอกจากรังของมันจะถูกรบกวนหรือถูกทำลาย เช่น การรื้อกองดิน กองไม้ หรือมักพบได้บ่อยในกรณีน้ำท่วม บางคนหลงเข้าใจผิดว่าหากตะขาบตัวขาดแล้วจะตายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ตัวจะถูกตัวขาดเป็น2 ท่อน แต่ส่วนหัวหรือส่วนหางก็สามารถเคลื่อนไหวได้ และอาจถูกต่อยหากเผอไปจับ

อาการของพิษ
โดยทั่วไปพิษของตะขาบไม่สามารถทำให้คนเราเสียชีวิตได้ แต่ทำให้เกิดอาการของพิษเล็กน้อยเท่านั้น ลักษณะของแผลที่ถูกตะขายต่อยจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทง พิษของตะขาบประกอบด้วยสาร hydroxytryptamine หรือ cytolysin ที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการปวด ชา อักเสบ และบวม แดง บริเวณที่ถูกกัด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวเกิดการอักเสบ และขาดเลือด จนถึงทำให้เนื้อเยื่อตายในที่สุดหากไม่ได้รับการถอนพิษออก
ทั้งนี้ หากเกิดการต่อยในเด็ก อาการของพิษจะมีลักษณะบวมแดง และปวดมากกว่าผู้ใหญ่ จนอาจทำให้เกิดอาการเป็นไข้ร่วมด้วย นอกจากนั้น ยังมีรายงานทางการแพทย์ที่พบผู้เสียชีวิตจากการนำตะขาบทั้งตัวมา ดองเหล้าดื่ม และทำให้เกิดการเสียชีวิต เพราะเป็นสาเหตุให้อวัยวะภายในได้รับพิษโดยตรง และเกิดการล้มเหลวของการทำงานบริเวณอวัยวะ และบริเวณไกล้เคียง ซึ่งเป็นภาวะการเสียชีวิตจากอวัยวะภายในได้รับพิษ

การปฐมพยาบาล และการถอนพิษ
หากโดนตะขาบต่อยให้รีบทำการปฐมพยาบาลขั้นต้น ดังนี้

1. ทำการล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาล้างแผล และประคบด้วยน้ำแข็ง
2. อาจใช้แก้ปวดรับประทาน โดยควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ในการกดประสาทรุนแรง
3. หากได้รับพิษมากหรือมีอาการปวดรุนแรง ให้รีบนำส่งแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

นอกจากนั้น มีรายงานการใช้ สมุนไพร บางชนิดในการลดพิษ เช่น รางจืด น้ำมะนาว และยางมะละกอดิบที่สามารถลดพิษ และอาการปวดของพิษตะขาบได้

รางจืด
– อาจใช้ใบหรือลำต้นบดหรือฝนให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อยประคบบาดแผล รวมถึงการต้มน้ำดื่ม

น้ำมะนาว
– ควรใช้มะนาวพันธุ์ที่ให้รสเปรี้ยวจัด เพราะฤทธิ์ของกรดจะสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของสารพิษได้

ยางมะละกอ
– เป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นเอนไซม์สามารถทำปฏิกิริยากับพิษได้เช่นกันจึงนิยมนำมาถอน และบรรเทาอาการของพิษต่างๆ
– พิษตะขาบต่อย ให้กรีดลูกมะละกอดิบ เอายางที่ไหลซึมออกมานั้น ปายลงที่แผลซึ่งถูกตะขาบต่อย อาการปวดจะหายในฉับพลัน

สำหรับการใช้ทั้งน้ำมะนาว และน้ำยางมะละกอให้ใช้ทาบริเวณแผลโดยตรงเท่านั้น

การป้องกันพิษตะขาบ หลักการป้องกันพิษจากตะขาบที่สำคัญก็คือการระมัดระวังตัวจากตะขาบนั่นเอง โดยเฉพาะการหยิบจับสิ่งของที่อยู่ในที่มิดมืด ในร่องในรูต่างๆ ที่อาจมีตะขาบอาศัยอยู่ รวมไปถึงการสวมใส่เสื้อผ้า รองเท้า หมวกหรือเครื่องสวมใส่ร่างกายต่างๆ ซึ่งต้องตรวจสอบก่อนทุกครั้งหากจะสวมใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์สวมใส่ที่เก็บทิ้งไว้นานๆ

ในช่วงหน้าฝนหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ควรต้องระวังในเรื่องสัตว์ที่มีพิษเป็นพิเศษ เพราะหากฝนตกหนักมักจะทำให้สัตว์มีพิษเหล่านี้หนีน้ำขึ้นหาที่สูงเพื่อหลบอาศัย โดยเฉพาะตามบ้านเรือนไกล้น้ำ ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง และสอดส่องเป็นพิเศษ

แหล่งที่มา : http://news.tnews.co.th

“ข้าวโพดอ่อน” มีประโยชน์ ช่วยรักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ควรกินบ่อยๆ

ฝักข้าวโพดอ่อน เป็นผลอ่อนของข้าวโพดที่ยังไม่โตเต็มวัย แต่ก็สามารถรับประทานได้เป็นผักชนิดหนึ่ง นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น แกงเลียงข้าวโพดอ่อน แกงป่า แกงแค ราดหน้า ต้มส้มข้าวโพดอ่อน ห่อหมกข้าวโพด วิหคสวรรค์ ผัดผัดรวมมิตร ข้าวโพดฝักอ่อนผัด ข้าวโพดผักรวมมิตรเปรี้ยวหวาน ข้าวโพดอ่อนชุบแป้งทอด ข้าวโพดทอดมัน หรือจะนำมาลวกจิ้มรับประทานกับน้ำพริก เป็นที่นิยมมาก

ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยบ้านเรานะคะ ในต่างประเทศเองก็มีการบริโภคในรูปข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องด้วย นอกจากจะปรุงอาหารได้รสชาติหวานกรอบอร่อยแล้ว คุณรู้หรือยังว่าข้าวโพดอ่อนฝักเล็กๆ นี้มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากมายเลยทีเดียว ตามมาดูกันเลยค่ะ

สารอาหารที่สำคัญ
1. ในข้าวโพดอ่อน 100 กรัม จะให้พลังงาน 33 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 2.3 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.3 กรัม, ไขมัน 0.3 กรัม, น้ำ 91.8 กรัม, วิตามินบี1 0.13 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.4 มิลลิกรัม, วิตามินซี 23 มิลลิกรัม, เบต้าแคโรทีน 12 ไมโครกรัม, แคลเซียม 4 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เป็นต้น
2. คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในข้าวโพดจะมีอยู่ร้อยละ 72 หนัก 1 กรัม และให้พลังงานมากถึง 4 แคลอรี่
3. ไขมัน ในเมล็ดข้าวโพดนั้นจะมีไขมันร้อยละ 4 ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล และความมดันโลหิตสูงได้เป็นอย่างดี
4. โปรตีน ในข้าวโพดจะมีโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากกรดอะมิโนที่มีความจำเป็นต่อร่างกายก็คือทริบโตฟาน และ ไลซีนที่ควรรับประทานร่วมกับเมล็ดถั่วต่างๆ
5. วิตามิน ที่ประกอบไปด้วย วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่

สารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยให้การหลั่งน้ำนมเป็นไปตามปกติ ช่วยสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ รวมกับธาตุอื่นรักษาสมดุลความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย ข้าวโพดอ่อนนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยบำรุงสายตา ทั้งนี้ยังมีวิตามิน B2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกอีกด้วย

ที่สำคัญแล้ว “ข้าวโพดอ่อน” มีกากใยอาหารช่วยให้ระบบทางเดินอาหารสะอาดลดสารพิษต่างๆ ทำให้ปลอดภัยจากพิษเคมีที่ปนมาในอากาศ อาหาร ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของผนังลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้การขับถ่ายของเสียเป็นไปตามปกติทำให้ท้องไม่อืดหรือเกิดอาการท้องผูก เป็นการช่วยให้การส่งออกของเสียเป็นไปอย่างสะดวกสบาย เรียกว่าช่วยให้ขับถ่ายได้ดีนั่นเอง

แนะนำให้กินข้าวโพดอ่อนเป็นประจำนะคะ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดป้องกันเส้นเลือดแข็งตัวด้วย ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการบวมน้ำ รักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง และจมูกอักเสบเรื้อรัง ช่วยบำรุงหัวใจ และทำให้เจริญอาหารได้ดี แต่เนื่องจาก “ข้าวโพดอ่อน” ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาให้เป็นผักโต จึงควรรับประทาน “ข้าวโพดอ่อน” รวมกับผักชนิดอื่นแบบรวมมิตร จึงจะมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นค่ะ

ได้รู้คุณประโยชน์ของข้าวโพดอ่อนแบบนี้แล้ว บอกเลยว่าจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ เลยนะคะ อีกทั้งก็เป็นผักที่กินได้ง่ายๆ ปรุงอาหารได้สารพัดเมนู และรสชาติก็หวานกรอบอร่อยถูกปาก ถูกใจหลายคนๆ ที่สำคัญคือช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้อีกด้วย แบบนี้เราต้องกินกันบ่อยๆ เลยนะคะ

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง” เพียงกินฟักทองวันละ 2-3 ชิ้น ได้ประโยชน์มาก แถมอร่อย!!

เดี๋ยวนี้ใครๆก็พูดถึงอาหารคลีน เทรนด์อาหารคลีนยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องข้ามปี และน่าจะยังอยู่กับหนุ่มสาวชาวไทยไปอีกนาน ใครที่ซื้ออาหารคลีนทาน หรือว่าทำอาหารคลีนทานเอง น่าจะเคยเห็นวัตถุดิบอันเลอค่านี้อยู่บ่อยๆ

นั่นก็คือ “ฟักทอง” นั่นเอง ทำไมอาหารคลีนส่วนใหญ่ถึงต้องมีฟักทอง แล้วฟักทองมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง”

1 ฟักทอง เป็นหนึ่งในผักที่มีสีเหลืองออกส้ม ที่ช่วยบำรุง และรักษาสายตา

2 มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทีช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง

3 บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ชุ่มชื่น ชะลอรอยเหี่ยวย่น

4 เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

5 ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

6 ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

7 ป้องกันโรคหลอดเลือด และหัวใจ

8 ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างเป็นปกติ จากกากใยอาหารที่มีอยู่สูง

9 ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย

10 ป้องกันการเกิดโรคนิ่ว

วิธีทานฟักทองให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

ฟักทองไม่ได้มีดีแค่เนื้อฟักทองสีเหลืองทองนะคะ เมล็ดฟักทองเองก็ช่วยคลายเครียดได้ดี น้ำมันฟักทองก็ช่วยบำรุงประสาท หรือแม้แต่เปลืองของฟักทองยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลืดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย ดังนั้นลองทานฟักทองจากหลายๆ ส่วนดู และหากจะหั่นเนื้อฟักทองมาประกอบอาหาร อาจจะเหลือเปลือกบางๆ เอาไว้ทานกรุบๆ บ้างก็ได้

นอกจากนี้ ใครที่อยากทานฟักทองเพื่อลดความอ้วน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ก็อย่าเผลอทานฟักทองแกงบวด ฟักทองสังขยาล่ะ เพราะเป็นขนมที่มีน้ำตาลสูง แนะนำให้ต้ม หรือนึ่งทาน ปั่นทานกับผักผลไม้อื่นๆ หรือทำซุปฟักทอง ฟักทองผัดไข่ทานเป็นอาหารคาวน่าจะดีกว่าค่ะ

ข้อควรระวัง : การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้ เพราะฉะนั้นควรทานแต่พอดีนะคะ

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

9 ประโยชน์ของน้ำมะนาว ดีต่อร่างกายได้มากขนาดนี้ ถ้าไม่อยากป่วยควรอ่าน!

เป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน กับ ประโยชน์ 9 ข้อ ของการดื่มน้ำมะนาว
1. ดื่มน้ำมะนาวช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะมะนาวนั้นอุดมไปด้วยไฟเบอร์ เพคติน จะช่วยลดความ อยากอาหาร

2. 2.ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้น น้ำมะนาวจะไปกระตุ้นตับให้หลั่งกรดย่อยอาหาร

3. ช่วยให้ผิวสะอาด วิตามินซีจะช่วยให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยลดสารพิษในเลือดที่จะส่งผลต่อสุขภาพ

4. ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เรารู้กันดีว่าในน้ำมะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยต่อสู้กับโรคหวัด และมีโพแทสเซียมซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นสมอง ระบบประสาท และควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ และยังช่วยลดอาการติดเชื้อ ภูมิแพ้ แผลหายเร็ว

5. ช่วยลดปัญหาทางเดินหายใจ ชงน้ำมะนาวกับน้ำร้อน จิบบ่อยๆ ช่วยลดอาการไอเนื่องจากระคายคอ จะยังช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ หายใจหายคอโล่งสะดวกขึ้นมาก

6. ช่วยให้ร่างกายมีสมดุล น้ำมะนาวเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างมาก หากต้องการลดภาวะเลือดเป็นกรด ก็เลือกจิบน้ำมะนาว (กรดซิตริกในน้ำมะนาวไม่ได้สร้างความเป็นกรดในร่างกาย)

7. ช่วยขับปัสสาวะทำให้สารพิษบางส่วนออกไปพร้อมกับปัสสาวะ

8. ดื่มน้ำมะนาวแทนกาแฟในยามเช้า จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

9. ลดอาหารปวดฟัน ลดการอักเสบของเหงือก แต่!! กรดซิตริกอาจจะกร่อนเคลือบฟันของคุณ

*****ภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis หรือ hypo-Alkalinity)” จะทำให้ร่างกายมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย หิวง่าย เจ็บคอหอยหรือรู้สึกร้อนในช่วงอก บ้างก็มีอาการเวียนหัว รู้สึกอยากอาเจียน หรือปวดหัว นอนไม่หลับ เป็นต้น*****

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

“ตะลิงปลิง” สมุนไพรแห่งความงามและรักษาโรคผิวหนัง

พืชประเภทไม้ผลที่มีคุณค่าทางสมุนไพรทุกส่วนของต้น ซึ่งล้วนแต่นำมาปรุงเป็นยารักษาโรคตามตำรับแพทย์แผนโบราณได้

โดยปกติผู้คนจะนิยมรับประทานผลอ่อนในเมนูอาหารที่ต้องการรสเปรี้ยวอย่างเช่นต้มยำหรือแกงส้ม แต่ถ้ารับประทานผลดิบจะใช้จิ้มกับกะปิหรือน้ำปลาหวาน

1 บรรเทาอาการไอ

เพียงนำดอกตะลิงปลิงมาชงกับน้ำร้อนให้เป็นน้ำชา ซึ่งอาจจะมีรสเปรี้ยวฝาดเล็กน้อย จากนั้นจิบบ่อยๆ จะช่วยบรรเทาอาการไอได้ดี

2 ลดไข้และแก้ร้อนใน นำรากของต้นตะลิงปลิงไปตากแห้ง จากนั้นต้มกับน้ำดื่มแล้วดื่มบ่อยๆ จะช่วยลดไข้และบรรเทาอาการร้อนในหรือกระหายน้ำ ทำให้ตัวเย็นลง

3 แก้ท้องอืดและขับลม ใช้เมล็ดต้มกับน้ำดื่มแล้วดื่มเป็นระยะๆ จะช่วยบรรเทาอาการจุกเสียดและขับลมภายในช่องท้อง

4 รักษาสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ใช้ผลตะลิงปลิงฝานให้เป็นแผ่นบางๆ แล้ววางประคบบนใบหน้าที่มีปัญหาผิวพรรณ หรือใช้ดอกตะลิงปลิงปริมาณ 1 – 2 กำมือมาตำให้ละเอียดแล้วพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 30 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด ผิวพรรณจะได้รับการบำรุงและฟื้นฟูให้มีสภาพผิวที่ดีขึ้น

5 รักษาโรคผิวหนัง

นำใบจากต้นตะลิงปลิงปริมาณ 10 – 20 ก้าน หรือเปลือกต้นและแก่นมาต้มกับน้ำอาบ จากนั้นลงไปแช่ในน้ำอาบนั้น จะช่วยรักษาโรคผิวหนังและบรรเทาอาการผดผื่นคัน

6 แก้ฝีและโรคคางทูม นำใบจากต้นตะลิงปลิงปริมาณ 1 – 2 กำมือ มาตำหรือบดผสมกับน้ำสะอาดเล็กน้อย จากนั้นจึงพอกบนฝีหรือบริเวณที่เป็นคางทูม จะช่วยให้ฝีและคางทูมยุบตัวลง

ถึงแม้ว่าผลตะลิงปลิงจะมีประโยชน์และให้พลังงานต่ำ เราก็ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เนื่องจากผลละลิงปลิงนั้นมีฤทธิ์ทำให้เลือดตกตะกอนได้นั่นเอง

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

ไอเดียแปลก!!! ปลูกพริกกลับหัว ปลูกแบบเก๋ๆ ทำขายเป็นอาชีพเสริมได้

วันนี้มีแนวคิดดีๆเก๋ๆเกี่ยวกับการปลูกพริกแบบกลับหัวมาฝาก การทำที่ง่ายๆค่ะ ไม่ยุ่งยากมากมายทำได้ทั้งเด็กและผู้ที่ไม่เคยปลูกผักเลย และการปลูกพริกแบบกลับหัวนั้นเหมาะกับการปลูกเพื่อความสวยงามและสามารถนำมาทานได้ มาดูกันเลยนะค่ะว่าวัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนในการปลูกพริกแบบกลับหัวเค้าทำกันยังไงไปดูกันเลยค่ะ

 

 

วัสดุอุปกรณ์ในการปลูกพริกกลับหัว

เมล็ดพันธ์ุพริก เลือกพันธ์ุที่ชอบมาปลูก

ดินผสมปุ๋ยคอก และขุ๋ยมะพร้าวเพื่อคุณสมบัติในการอุ้มน้ำเวลารดน้ำจะได้ไม่หยดลงพื้นเลอะเทอะ

กระถางพลาสติก

ลวดทำเป็นสามง่ามเพื่อใช้ห้อยกระถาง

 

แผ่นพลาสติกเก่าหรือไม้กระดานเล็กๆพอปิดปากกระถางเวลาคว่ำลง

 

ขั้นตอนและวิธีการปลูกพริกกลับหัว

นำลวดมาห้อยกระถางและก็ทาสีเพื่อความสวยงามนิดหน่อยค่ะ

สีกระถางแห้งแล้วก็ใส่ดินที่ผสมกับปุ๋ยคอกและก็อย่าลืมใส่ขุยมะพร้าวไปด้วยน่ะค่ะ เพื่อจะได้ช่วยในการอุ้มน้ำเวลารดน้ำ น้ำจะได้หยดหกเลอะเทอะพื้น

 

ใช้แผ่นพลาสติกที่เตรียมไว้ปิดปากกระถาง แล้วคว่ำลง (บิดลวดให้ราบก่อนหรือแกะออกก่อนก็ได้น่ะค่ะ)

 

หยอดเมล็ดพันธ์ุพริกใส่รูตรงกลางกระถาง แล้วใช้ดินถมกลบไว้

 

 

รดน้ำทุกวันตั้งทิ้งไว้ประมาณ 15-20วันต้นพริกก็จะงอกและรากก็ยึดติดดินแข็งแรงเรียบร้อยแล้ว ก็นำกระถางขึ้นห้อยโชว์เพื่อจำหน่ายหรือเพื่อปลูกไว้เพื่อทานได้แล้วค่ะ ตามรูปจะเป็นกระถางที่ปลูกต้นพริกที่แข็งแรงและเริ่มออกดอกพร้อมจะออกผลแล้วค่ะ และเมื่อต้นพันธ์ุแข็งแรงแล้วต้นพริกแทนที่จะยาวลงพื้นเหมือนกับถ้าตั้งขึ้นเค้าจะสูงนั้น ไม่เลยค่ะต้นพริกจะงอยอดที่แตกออกมาขึ้นเหมือนกับที่เราห้อยขาเราก็จะดึงหัวขึ้นนั่นแหละค่ะ ต้นพริกก็จะออกลูกดกกว่าเดิมและแข็งแรงเพราะเหมือนการออกกำลังกายไปในตัว

 

 

การทำอาชีพเกษตรไม่ว่าจะทำแนวไหน ก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้หากเราทำด้วยใจรักและมีความคิดดัดแปลงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างค่อยๆคิดค่อยๆทำ ก็จะทำให้อาชีพนั้นสร้างรายได้ให้ตัวผู้ทำอย่างมีความสุข การคิดดัดแปลงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพืชผักสวนครัวเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าถือว่าเป็นไอเดียที่ใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ ปกติแล้วเราซื้อหรือขายต้นพริกที่แข็งแรงออกดอกแล้วล่ะก็อย่างมากก็ไม่เกินต้นละ20-25บาท หากแต่ดัดแปลงจัดใส่กระถางทำเป็นแนวใหม่อย่างเช่น”พริกกลับหัว”อย่างที่บ้านน้อยได้เขียนมานี้ สามารถนำไปขายได้ในราคา 70-100บาทก็เกินคุ้มแล้วล่ะค่ะ สำหรับคนที่อยู่ตามหอพักหรือคอนโดก็สามารถนำไปห้อยตามระเบียงเพื่อความสวยงามและก็ยังใช้ประโยชน์ได้อีกด้วยได้ประโยชน์ทั้งทางสายตาและก็ยังทานได้อีกคุ้มเกินคุ้มค่ะ การเกษตรไม่มีแนวคิดที่ตายตัว สามารถพลิกแผลงดัดแปลงได้ตลอดขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละบุคคล ความคิดนอกกรอบเกิดขึ้นมาได้ตลอดเหมือนกับเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้ทำตามรอยพ่อหลวงนั่นแหละค่ะ ขอให้มีความสุขกับงานที่ทำและอาชีพที่รัก อยู่อย่างเพียงพอและพอเพียงความสุขที่ยั่งยืนก็จะตามมาค่ะ ติดตามเทคนิคและวิธีการต่างๆเกี่ยวกับการเกษตรทุกชนิดได้ที่ Baannoi.com

 

 

ขอบคุณภาพและข้อมูล : me-deekrab.com

สมุนไพรชนิดนี้แก้มะเร็งร้าย ควรมีอยู่ในสวนหลังบ้านเยอะๆ สรรพคุณเยอะมาก

สมุนไพรชนิดนี้แก้มะเร็งร้าย ควรมีอยู่ในสวนหลังบ้านเยอะๆ สรรพคุณเยอะมาก

สมุนไพรนี้คือตัวช่วย เรื่องจริง จากคนที่เคยเป็นมะเร็งที่คอ 1 ครั้ง มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก 1 ครั้ง.. แล้วหายขาดจากมะเร็ง!
ปัจจุบันหายเป็นปลิดทิ้ง รวมทั้งญาติพี่น้องอีก 8 คน ที่เป็นมะเร็งนี้ บอกเลยว่า.. ทุกคนหายหมด ผมจึงเกิดความกระตือรือร้นที่จะถามว่า มีวิธีรักษากันอย่างไร ? สิ่งที่สงสัยก็คือ สมุนไพรที่ชื่อ “จิงจูฉ่าย” แก้มะเร็งได้หรือไม่ ? ผักจิงจูฉ่าย ที่ใส่กับต้มเลือดหมู แก้มะเร็ง ได้จริงหรือ?

เรื่องผักแก้มะเร็งนี้ ได้มีการวิจัย และผลวิจัยของ ดร.ไลล์ แสดงถึง สารชิงเฮาซู ( qinghaosu ) หรือสารอาร์เทมิซินิน ( artemisinin ) ผสม ผสานกับธาตุเหล็ก (ที่เซลล์มะเร็งต้องการ) เจาะจงซึมผ่าน ผนังของเซลล์ เข้าภายในเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ประกอบกับข้อความและการยืนยัน จากผู้ป่วยหลายต่อหลายคน ที่รักษาตนเองโดยการดื่มน้ำคั้น ( สดๆ )

ปล.อ่านแล้ว.. อ่านให้จบนะครับ สมุนไพรนี้ไม่เหมาะกับ สตรีมีครรภ์!!

หลังจากดื่มทุกวันภายในระยะเวลา 2-3 เดือน จึงพอสรุปได้ว่า จิงจูฉ่าย รักษาโรคมะเร็ง ได้จริงๆนะ

จิงจูฉ่าย แก้มะเร็งได้?

ผักจิงจูฉ่าย ที่ใส่กับ ต้มเลือดหมู แก้มะเร็ง ได้จริงหรือ? ไปอ่านความเห็นของประสบการณ์ตรงจากผู้ที่ได้ดื่มกันเลยครับ

ผม..นิกกี้ อิทธิเกษม KU37 อดีตนายกสมาคม ม.เกษตรฯแห่งอเมริกา จะขอเล่าประสบการณ์ที่เคยสัมผัสมากับตัวเองเมื่อปี 2007 เพื่อเป็น case ตัวอย่างและเป็นทางออกให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหลาย

ผมมีร้านอาหารอยู่ในเขต N.Hollywood วันหนึ่งกลางปี 2007 ผมได้มีโอกาสเจอลูกศิษย์เก่าที่เคยมาเรียนแจกไพ่ที่ร้าน ถามทุกข์สุขกันไปมา ถึงได้รู้ว่า เขาเคยเป็นมะเร็งที่คอ 1 ครั้ง มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก 1 ครั้ง

ปัจจุบันหายเป็นปลิดทิ้ง รวมทั้งญาติๆ อีก 8 คนที่เป็นมะเร็ง.. ทุกคนหายหมด ผมจึงเกิดความกระตือรือร้นที่จะถามว่า
มีวิธีรักษากันอย่างไร? วันนั้นคุณแม่เขามาด้วยจึงอธิบายให้ฟังว่า

” ฉันมีต้นจิงจูฉ่าย อยู่ในสวนหลังบ้านเยอะ ปกติก็จะใส่ในแกงจืดให้ลูกๆกินเป็นประจำ เพราะคนจีนบอกต่อๆกันมาถึงสรรพคุณช่วยฟอกเลือดและขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ลูกๆไม่ค่อยเป็นอะไร ”

วันหนึ่งลูกฉันไปตรวจหมอกลับมา บอกว่าเป็นมะเร็งอีก 2 เดือนต้องไปฉายแสง จึงลองเอาจิงจูฉ่าย 1 กำมือมาตำ จะได้น้ำออกมาแก้ว(เล็ก)หนึ่ง ให้เขากินตอนเช้าทุกวัน 2 เดือนถัดมาไปตรวจ
หมอถามไปทำอะไรมา ทุกอย่างปกติ หมอสงสัยมาก?

จึงได้บอกไปว่า ใช้วิธีอื่นๆก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่ หมดหนทางแล้ว ก็เลยลองเป็นวิธีสุดท้าย โดยนำส่วน ต้นยอด ก้านใบ ใช้ปั่นกรอง แยกน้ำทานก่อนอาหาร เช้าเย็น 30 นาที ส่วนต้นที่คล้ายโสม ตัวยาสะสมมามากๆ ต้นละ 20 บาท ? ใช้ 2-3 ต้นผ่าหั่น ทุบทำน้ำซุบฯลฯ หรือ ใส่น้ำต้มทานแทนน้ำทั้งวัน

 

วิธีทำน้ำจิงจูฉ่ายแก้มะเร็ง

1.นำใบจิงจูฉ่ายมาล้างน้ำให้สะอาด สัก 2-3 น้ำ (เลี่ยงการปลูกโดยใช้ยากำจัดแมลงนะครับ)
2.ให้นำใบจิงจูฉ่าย 1 กำมือ มาปั่นหรือตำ
3.คั้นเอาน้ำออกมากินเช้า-เย็น ก่อนกินอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง วันละ 1-2 ครั้ง
4.โดยการกินนั้น ให้กินติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 เดือน จะสามารถต้านทานเซลล์มะเร็งได้ สารที่มีในต้นจิงจูฉ่ายจะช่วยให้ร่างกายและการรักษาโรคมะเร็งดีขึ้น

ประโยชย์หลักๆของสมุนไพรที่ชื่อว่า “จิงจูฉ่าย”

1.ต้านทานเซลล์มะเร็งได้ สารที่มีในต้นจิงจูฉ่ายจะช่วยให้ร่างกายและการรักษาโรคมะเร็งดีขึ้น
2.จิงจูฉ่ายมีเกลือแร่และวิตามินสูง โดยมีวิตามินซีสูงมากกว่ามะนาวถึง 58 เท่า มีวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินบี 6 เหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และใยอาหาร จึงจัดเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก
3.จิงจูฉ่ายเป็นสมุนไพรบำรุงเลือดลมได้ดี โดยเฉพาะบำรุงเลือดลมสตรี แก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยประสะเลือด เลือดลมจึงมาตามปกติ
4.น้ำมันหอมระเหยของจิงจูฉ่ายช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดัน และช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี
5.0จิงจูฉ่ายมีสรรพคุณเป็นยาเย็น หากกินในหน้าหนาวจะช่วยบำรุงปอด ช่วยฟอกเลือด ทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวก และช่วยปรับสมดุลร่างกาย
6. ประโยชน์ของจิงจูฉ่ายช่วยดับพิษ แก้อักเสบ แก้ผิวหนังเป็นฝี ตุ่ม แก้ผดผื่นคันได้ดี
7. จิงจูฉ่ายมีประโยชน์รักษาโรคมาลาเรียได้ ซึ่งเชื้อโรคนี้คล้ายๆ กับเซลล์โรคมะเร็ง

แม้ว่าสรรพคุณและประโยชน์ของจิงจูฉ่ายจะดีต่อร่างกาย แต่ข้อควรระวังอย่างนึงคือ สตรีมีครรภ์ห้ามกินผักจิงจูฉ่ายอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้แท้งได้

เห็นหรือยังว่า “จิงจูฉ่าย” เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยามากมาย สามารถดูแลรักษาสุขภาพของเราได้ หากรู้จักเลือกกินเลือกใช้อย่างถูกต้องก็จะมีคุณต่อสุขภาพของเรา รู้อย่างนี้แล้วจะหาจิงจูฉ่ายมาปลูกไว้ที่บ้าน หรือซื้อจากตลาดมาทำอาหารก็ได้ แล้วแต่ใครจะสะดวกวิธีไหน ขอเพียงเปิดใจให้จิงจูฉ่ายอยู่ในมื้ออาหารของคุณก็ถือว่าได้ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

วิธีปลูกจิงจูฉ่าย ผักสมุนไพรจีน ปลอดสารพิษ ในรั้วบ้าน ง่ายและดี มีประโยชน์

สำหรับ ต้นจิงจูฉ่าย เป็นผักใบเขียวลักษณะคล้ายต้นขึ้นฉ่าย สมุนไพรชนิดเย็น (ธาตุหยิน) ใบและลำต้นจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสขมเล็กน้อย มักนิยมนำไปประกอบอาหารเมนู เกาเหลาเลือดหมู มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า นอกจากประโยชน์ แก้ไข้ บำรุงปอด ฟอกเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี ปรับสมดุลความดันโลหิต ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังเชื่อกันว่าช่วยรักษาโรคมะเร็งอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่มายืนยันว่า จิงจูฉ่าย จะรักษามะเร็งได้ แต่ก็ควรกินสมุนไพรเป็นอาหาร มากกว่ากินเพื่อเป็นยา ทำให้จิงจูฉ่ายเป็นผักสมุนไพรที่หาซื้อได้ยาก และมีราคาสูง ทั้งๆ ที่วิธีการปลูกก็ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องดูแลมาก เราจึงเก็บ วิธีปลูกจิงจูฉ่าย มาฝากกัน

พื้นที่สำหรับปลูกจิงจูฉ่าย ควรตั้งอยู่ในทำเลที่ร่ม ใช้ดินร่วนในการปลูก โดยพรวนดินที่ผสมปุ๋ยคอกขี้หมู ขี้วัวในปริมาณมาก เพื่อเพิ่มสารอาหารให้อุดมสมบูรณ์จะทำให้ต้นอวบอ้วน และงอกงาม โดยจะเพาะในแปลงดิน หรือ กระถางก็ได้ แต่ขอให้ตั้งในที่ร่ม มีแดดรำไร เป็นพอ ควรปลูกแบบปลอดสารพิษ ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีหรือฮอร์โมนเคมี ถ้าเป็นไปได้ ควรหาปุ๋ยจุลินทรีย์ ชนิดออกฤทธิ์เย็น ดีที่สุด

จิงจูฉ่ายเป็นพืชล้มลุก ขยายพันธุ์โดยการปักชำ เพาะเมล็ด หรือ แยกต้นมาปลูก นำรากของต้นไปปักเพาะในแปลงปลูกที่คลุมด้วยสแลนบังแดด ชอบแดดรำไร รดน้ำวันละครั้ง ก็งอกงาม ไม่ต้องรดน้ำจนเเฉะ แต่ชอบดินชื้นๆ ขอเพียงแค่อย่าให้ขาดน้ำ และอย่าปล่อยให้น้ำขัง นอกจากนี้ควรหมั่นตัดเพื่อให้แตกยอดอ่อนออกมาอยู่เสมอ จะทำให้มีจิงจูฉ่ายกินตลอดทั้งปี

จิงจูฉ่าย เป็นพืชผักสวนครัวที่ดูแลง่าย ไม่มีแมลงศัตรูพืช เนื่องจากใบมีน้ำมันหอมระเหย ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงใดใด การดูแลรักษาก็ไม่ยาก ขอแค่อย่าขาดน้ำ และ ต้องการแสงแดดอ่อนๆ เท่านั้น

ลองปลูกแล้วงอกงาม เก็บกินทำเมนูต่างๆ หรือ เพาะส่งขายมีกิจการเป็นล่ำเป็นสัน ก็อย่าลืมเก็บภาพมาบอกเล่าให้แอดฟังกันบ้างนะ

 ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : decor.mthai, เพจลุงหมอ

อดีตอาจารย์ลุยทํานาในกรุง 50 ไร่ ไม่สนราคาพุ่งสูงเกือบพันล้าน

อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทิ้งอาชีพรับราชการหันมาทำนากลางกรุงจัดเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรม ในผืนดินที่มีมูลค่านับพันล้านบาท

เผยพอใจที่จะสืบสานอาชีพของบรรพบุรุษ มากกว่าต้องการเม็ดเงินมหาศาล

อดีตอาจารย์ประจำศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผันชีวิตจากการรับราชการ มาทำ “ไร่นาสวนผสม” กลางกรุงตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ในพื้นที่ที่รายรอบ ด้วยบ้านจัดสรร

ด้วยความตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของคนกรุง

ขอขอบคุณ ยุทูป ช่อง tsuki.m  “ไร่นาสวนผสม” ความหลากหลายสีเขียวในกทม. โดย: อ.สมโภชน์ ทับเจริญ [เสนอวิชา POL6306] 

…….. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 3 ซอยนวลจันทร์ 56 แยก 5 ถนนนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.60 พบกับนายสมโภชน์ ทับเจริญ อายุ 59 ปี อดีตอาจารย์ประจำศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม

ขณะกำลังเดินตรวจวัชพืชในนาข้าวที่ปลูกอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก

และเปิดเผยสาเหตุที่หันหลังจากการรับราชการมาใช้ชีวิตเกษตรกร ว่า อาชีพทำนาเป็นอาชีพที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตั้งแต่ปู่ย่า เมื่อเกิดมาเห็นพ่อแม่ทำไร่ทำนามาตั้งแต่เล็ก ที่บ้านแห่งนี้ ที่เดิมเรียกว่าบ้านบางขวด

หลังเรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษาก็ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมเจ้าคุณทหาร หรือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในปัจจุบันนี้ แล้วมาศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

จากนั้นมารับราชการในตำแหน่งนักวิชาการเกษตร ไต่เต้าจนกระทั่งได้ซี 8 งานส่วนใหญ่จะสอน หรือ อบรมเกษตรกรและสอนนิสิตเกษตรบ้าง เพราะงานหลักอยู่ที่ศูนย์วิจัยสุกรแห่งชาติ

ช่วงชีวิตในตอนนั้นไม่ได้กลับมาทำนาที่บ้าน เพราะพ่อกับแม่ทำอยู่แล้ว

อดีตอาจารย์ ม.เกษตรฯ กล่าวว่า ช่วงเวลาที่รับราชการนาน 27 ปี พ่อแม่ก็แก่ลงเรื่อยๆ เลยวางแผนคิดว่า ควรจะทำอย่างไรกับที่ดินจำนวน 50 ไร่นี้และต้องทำเกษตรกรรม

จึงเริ่มมาวางแผนปรับพื้นที่ปรับหน้าดิน ขุดร่อง ทำบ่อน้ำ กระทั่งปี 2556 แม่เสียชีวิต จึงลาออกกลับมาอยู่บ้านสานความฝัน ทำพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นเกษตรเชิงธุรกิจและเชิงท่องเที่ยว อยู่กลางใจเมือง

เพราะคิดว่า คนบ้านนอกอยากเข้ามาในเมืองดูแสงสี แต่คนกรุงอยากไปบ้านนอกหาความสงบ จึงมีแนวคิดว่า จะทำกรุงเทพฯ ให้เป็นบ้านนอก 

เพื่อให้คนแถวนี้ได้มาเที่ยว มากิน สร้างบรรยากาศบ้านนอกที่อยู่ในเมืองกรุง ได้แบ่งที่ดินจำนวน 50 ไร่เป็น 2 ส่วน

โดย 14 ไร่ ซึ่งอยู่อีกฝั่งถนนตรงข้ามกัน..ทำเป็นย่านธุรกิจใช้ชื่อ “@บางขวด” มีร้านค้า ร้านกาแฟ เน้นขายอาหารโดยนำผลผลิตจากไร่นาที่ทำ ไปขายเป็นหลัก ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง 

อีกฝั่งที่ติดกับบ้านเนื้อที่ 36 ไร่ ปลูกไม้ยืนต้นให้ร่มเงา ทำนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ เลี้ยงปลา ปลูกพืชผักต่างๆ เช่น จิงจูช่าย มาทำน้ำผักขาย รวมถึงวอเตอร์เครส หรือสลัดน้ำ ทั้งยังปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้คนเข้ามาเรียนรู้

อ.สมโภชน์ กล่าวว่า การเพาะปลูกของตน เน้นที่เกษตรเพื่อชีวิต ไม่ใช่เกษตรเพื่อความตาย ผลไม้ พืชผักต่างๆ ในสวนนี้ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี

แต่ถามว่าเป็นเกษตรอินทรีย์หรือไม่ บอกได้ว่าไม่ใช่ เพราะใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แต่ใช้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

เกษตรอินทรีย์หรือออแกนิกนั้นจริงๆแล้ว ต้องเริ่มตั้งแต่อาหารที่มาหล่อเลี้ยงพืชต้องออแกนิกด้วย เลี้ยงสัตว์แล้วนำมูลมาทำปุ๋ย คือทุกอย่างจะต้องผ่านขั้นตอนออแกนิกมาก่อน แล้วจึงนำมาใช้ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ออแกนิกจริงๆ ในเมืองไทยมีไม่กี่แห่ง 

ตนเน้นเรื่องเกษตรปลอดภัยมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า รายได้จากการปลูกข้าวมีจำนวนเท่าไหร่ นายสมโภชน์กล่าวว่า พื้นที่ปลูกข้าวแบ่งไว้ 3 ไร่ ทำไว้กินและเหลือขายบ้างเล็กน้อย

ไม่ปลูกพร้อมๆ กัน เพื่อให้คนมาเที่ยวชมแปลงนาข้าว ได้เห็นทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว ตั้งแต่ปักดำ ตั้งท้อง เก็บเกี่ยว

และเพื่อป้องกันนกมากินข้าว เช่น นกกระติ๊บขี้หมู นกกระจาบ ซึ่งคนนิยมนำมาปล่อยทำบุญ เลยต้องกางมุ้งคลุมนาข้าวในระยะที่กำลังออกรวง ผลผลิตตก ใช้ระยะเวลาปลูก 120 วันหรือประมาณ 4 เดือน

มีต้นทุนปลูก 4-5 พันบาทต่อไร่ ในหนึ่งไร่จะได้ผลผลิต 500 กิโลกรัม เก็บไว้กินเอง 50 กิโลกรัม ทำพันธุ์ 50 กิโลกรัม นำไปขายที่ร้าน @ บางขวด กิโลกรัมละ 90 บาท หักค่าแรง ค่าเก็บเกี่ยวซึ่งใช้วิธีลงแขกให้ญาติพี่น้องมาช่วยกัน ค่าน้ำมัน ที่เหลือเป็นกำไรตกไร่ละกว่าหนึ่งหมื่นบาท

เมื่อถามว่า ที่ดินมีราคาสูงแล้วนำมาทำนาข้าวคุ้มกันหรือไม่

อดีตอาจารย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน กล่าวว่า อย่างแรกคุ้มต่อสภาพจิตใจ อย่าไปคิดว่า ทุกอย่างต้องเป็นตัวเงิน มีคนเข้ามาขอซื้อสร้างบ้านจัดสรรเกือบทุกวัน แต่ไม่ขาย 

ราคาขณะนี้ อยู่ในราวไร่ละ 16-20 ล้าน ตนมี 50 ไร่ เป็นมรดกจากปู่ตกมาถึงพ่อ จนมาถึงตนซึ่งจะต้องสืบทอดอาชีพชาวนาของบรรพบุรุษไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชาวบ้านในละแวกนี้ มองอาจารย์เพี้ยนหรือไม่ ทำไมต้องมาตากแดดทำนา ทั้งๆ ที่ดินราคาสูง ขายได้ราคา 

นายสมโภชน์ กล่าวว่า ลงทุนปรับพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อการค้าขายและท่องเที่ยว มันอาจจะไม่คุ้ม ที่ดินราคาไร่ละ 20 ล้านบาท มาทำไร่ทำไม ได้เงินแค่เดือนนึงไม่กี่หมื่นบาท ขายที่ได้เงินก้อนโตไม่ดีกว่าหรือ แต่ตนคิดว่ามันไม่ใช่ ที่ดินตรงนี้ขึ้นราคาทุกนาที เพราะอยู่ในเมืองหลวง ถือเป็นดอกดินที่บานออก

ในหนึ่งปีราคาจะสูงขึ้น 5 แสนบาทต่อไร่ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้ทำนาได้เดือนละไม่กี่หมื่นบาท แต่ดอกดินในแต่ละปีมันขึ้นราคาด้วยตัวของมันเองอยู่โดยอัตโนมัติ 

แล้วจะขายไปทำไม เรามีความสุขกับการทำให้คนอื่นมีความสุข คนมาเที่ยวสบายใจ กินอาหารอร่อย สุขภาพดี ก็ดีใจแล้ว.

แหล่งที่มา : http://welovethaiking.com

ความเป็นมาของ “น้ำแข็ง” ในประเทศไทย

เอกสารบันทึก ราว พ.ศ.2400 ตรงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเรือกลไฟชื่อเจ้าพระยาเดินเมล์รับส่งสินค้าระหว่างสิงคโปร์กับกรุงเทพฯ ใช้เวลา 15 วัน ในบรรดาสินค้าจากสิงคโปร์ยามนั้นมีของแปลกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำแข็ง มันถูกบรรจุหีบกลบด้วยขี้เลื่อยส่งเข้ามาถวาย จากนั้นก็แพร่หลายเข้าไปในหมู่เจ้านาย และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ โดยผู้ที่สั่งน้ำแข็งเข้าเมืองสยามในยุคนั้นคือ พระภาษีสมบัติฯ (ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาพิสนธ์สมบัติบริบูรณ์ )

ต่อมา พ.ศ.2448 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระยาภักดีนรเศรษฐ ก็ได้ดำเนินกิจการโรงน้ำแข็งขึ้นบริเวณสะพานเหล็กล่าง ถนนเจริญกรุงชื่อว่า “น้ำแข็งสยาม” นับแต่นั้นเป็นต้นมา น้ำแข็งก็ได้แพร่ขยายไปสู่หัวเมืองใหญ่ๆ รอบนอกกรุงเทพฯ แต่ทว่าน้ำแข็งในยุคแรกๆ นั้น ยังไม่สะอาด เหตุเพราะว่าใช้น้ำจากแม่น้ำลำคลองมาทำ

ถ้าจะให้ใสดีหน่อยก็จะใช้น้ำบาดาล แต่ไม่มีการกรองฆ่าเชื้อโรคแต่ประการใด เพราะต้นทุนสูงไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย

แหล่งที่มา : http://variety.teenee.com

ปลูกหอมไว้กินเองแบบไม่ใช้ดิน ก็ปลูกได้!

วันนี้จะขอรวบรวมเอาสารพัดไอเดียในการปลูกหอมไว้กินเองที่บ้านมาฝากันซักหน่อย ไอเดียวการปลูกหอมไว้กินเองนั้นมีไม่จำกัด เพราะยังสามารถประยุคต์ได้หลากหลาย จะเอาไปปลูกในขวดรวมๆ ไว้กินใบ หรือจะปลูกในต้นกล้วยแบบไม่ต้อรดน้ำก็ได้ ไปดูภาพไอเดียการปลูกหอมแบบหลากหลายวิธีการนี้ได้เลย

แหล่งที่มา : http://variety.teenee.com