สูตร “น้ำสามเกลอ” ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เซลล์ประสาทปลายนิ้วชา หัวใจโต

“น้ำสามเกลอ” ป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิตสูงฯ

เป็นที่รู้กันว่าโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปีถ้าไม่นับโรคมะเร็งแล้ว ก็ต้องยกให้โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบ แม้ยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคทั้งสองจะมีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน ผู้ที่รักสุขภาพจึงหันมานิยมยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปลอดภัยหาง่าย และมีประสิทธิภาพในการรักษาไม่แพ้กัน

วิธีทำ

1. นำกระเจี๊ยบ + พุทราจีน + มะตูมแห้ง จำนวนให้เท่ากัน

2. ล้างให้สะอาด นำใส่หม้อเติมน้ำ 3 ลิตรต้ม

3. ต้มประมาณ 20 นาที แล้วยกลงกรองกากทิ้ง

4. เติมน้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย

5. ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น

สรรพคุณ

1. ลดไขมันในหลอดเลือด (ซึ่งเป็นไขมันตัวที่ทำให้หลอดเลือดตีบ)

2. ป้องกันเส้นเลือดในสมองตีบ

3. ล้างหินปูนที่เกาะในสมอง

4. ช่วยแก้อาการสมองเสื่อม

5. ลดความดันโลหิตสูง

6. ช่วยในเรื่องเซลล์ประสาทปลายนิ้วชา

7. ทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นได้

8. ช่วยไม่ให้หลอดเลือดเปราะแตกง่าย

9. ช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอด

10. ช่วยลดอาการของหัวใจโต

น่าดื่มมากๆเลย สูตรน้ำสามเกลอ

4 เครื่องดื่มสมุนไพร ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด

1. กระเจี๊ยบแดง

กลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกสีม่วงแดงของกระเจี๊ยบตากแห้ง นำมาบดเป็นผง ชงครั้งละ 1
ช้อนชา ในน้ำเดือด 1 แก้ว กรองดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส วันละ 3 ครั้ง

2. กะเพรา

ต้มใบและยอดกะเพราสด 1 กำมือ ในน้ำสะอาดจนเดือด พักไว้ให้เย็น ดื่มแทนน้ำตลอดวัน

3. ดอกเก๊กฮวย

ต้มดอกเก็กฮวย 1 หยิบมือ ในน้ำสะอาด 3 แก้ว ดื่มระหว่างวัน

4. ขิง

คั้นขิงแก่สดให้ได้น้ำขิงครึ่งถ้วย ต้มกับน้ำสะอาด 2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้ง

อย่าลืมว่า ควรดื่มแบบธรรมชาติไม่ต้องเติมน้ำตาลจะดีต่อสุขภาพที่สุดค่ะ

แหล่งที่มา : https://www.postsod.com

“ข้าวโพดอ่อน” มีประโยชน์ ช่วยรักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ควรกินบ่อยๆ

ฝักข้าวโพดอ่อน เป็นผลอ่อนของข้าวโพดที่ยังไม่โตเต็มวัย แต่ก็สามารถรับประทานได้เป็นผักชนิดหนึ่ง นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น แกงเลียงข้าวโพดอ่อน แกงป่า แกงแค ราดหน้า ต้มส้มข้าวโพดอ่อน ห่อหมกข้าวโพด วิหคสวรรค์ ผัดผัดรวมมิตร ข้าวโพดฝักอ่อนผัด ข้าวโพดผักรวมมิตรเปรี้ยวหวาน ข้าวโพดอ่อนชุบแป้งทอด ข้าวโพดทอดมัน หรือจะนำมาลวกจิ้มรับประทานกับน้ำพริก เป็นที่นิยมมาก

ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยบ้านเรานะคะ ในต่างประเทศเองก็มีการบริโภคในรูปข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องด้วย นอกจากจะปรุงอาหารได้รสชาติหวานกรอบอร่อยแล้ว คุณรู้หรือยังว่าข้าวโพดอ่อนฝักเล็กๆ นี้มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากมายเลยทีเดียว ตามมาดูกันเลยค่ะ

สารอาหารที่สำคัญ
1. ในข้าวโพดอ่อน 100 กรัม จะให้พลังงาน 33 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 2.3 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.3 กรัม, ไขมัน 0.3 กรัม, น้ำ 91.8 กรัม, วิตามินบี1 0.13 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.4 มิลลิกรัม, วิตามินซี 23 มิลลิกรัม, เบต้าแคโรทีน 12 ไมโครกรัม, แคลเซียม 4 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เป็นต้น
2. คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในข้าวโพดจะมีอยู่ร้อยละ 72 หนัก 1 กรัม และให้พลังงานมากถึง 4 แคลอรี่
3. ไขมัน ในเมล็ดข้าวโพดนั้นจะมีไขมันร้อยละ 4 ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล และความมดันโลหิตสูงได้เป็นอย่างดี
4. โปรตีน ในข้าวโพดจะมีโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากกรดอะมิโนที่มีความจำเป็นต่อร่างกายก็คือทริบโตฟาน และ ไลซีนที่ควรรับประทานร่วมกับเมล็ดถั่วต่างๆ
5. วิตามิน ที่ประกอบไปด้วย วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่

สารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยให้การหลั่งน้ำนมเป็นไปตามปกติ ช่วยสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ รวมกับธาตุอื่นรักษาสมดุลความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย ข้าวโพดอ่อนนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยบำรุงสายตา ทั้งนี้ยังมีวิตามิน B2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกอีกด้วย

ที่สำคัญแล้ว “ข้าวโพดอ่อน” มีกากใยอาหารช่วยให้ระบบทางเดินอาหารสะอาดลดสารพิษต่างๆ ทำให้ปลอดภัยจากพิษเคมีที่ปนมาในอากาศ อาหาร ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของผนังลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้การขับถ่ายของเสียเป็นไปตามปกติทำให้ท้องไม่อืดหรือเกิดอาการท้องผูก เป็นการช่วยให้การส่งออกของเสียเป็นไปอย่างสะดวกสบาย เรียกว่าช่วยให้ขับถ่ายได้ดีนั่นเอง

แนะนำให้กินข้าวโพดอ่อนเป็นประจำนะคะ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดป้องกันเส้นเลือดแข็งตัวด้วย ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการบวมน้ำ รักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง และจมูกอักเสบเรื้อรัง ช่วยบำรุงหัวใจ และทำให้เจริญอาหารได้ดี แต่เนื่องจาก “ข้าวโพดอ่อน” ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาให้เป็นผักโต จึงควรรับประทาน “ข้าวโพดอ่อน” รวมกับผักชนิดอื่นแบบรวมมิตร จึงจะมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นค่ะ

ได้รู้คุณประโยชน์ของข้าวโพดอ่อนแบบนี้แล้ว บอกเลยว่าจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ เลยนะคะ อีกทั้งก็เป็นผักที่กินได้ง่ายๆ ปรุงอาหารได้สารพัดเมนู และรสชาติก็หวานกรอบอร่อยถูกปาก ถูกใจหลายคนๆ ที่สำคัญคือช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้อีกด้วย แบบนี้เราต้องกินกันบ่อยๆ เลยนะคะ

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง” เพียงกินฟักทองวันละ 2-3 ชิ้น ได้ประโยชน์มาก แถมอร่อย!!

เดี๋ยวนี้ใครๆก็พูดถึงอาหารคลีน เทรนด์อาหารคลีนยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องข้ามปี และน่าจะยังอยู่กับหนุ่มสาวชาวไทยไปอีกนาน ใครที่ซื้ออาหารคลีนทาน หรือว่าทำอาหารคลีนทานเอง น่าจะเคยเห็นวัตถุดิบอันเลอค่านี้อยู่บ่อยๆ

นั่นก็คือ “ฟักทอง” นั่นเอง ทำไมอาหารคลีนส่วนใหญ่ถึงต้องมีฟักทอง แล้วฟักทองมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง”

1 ฟักทอง เป็นหนึ่งในผักที่มีสีเหลืองออกส้ม ที่ช่วยบำรุง และรักษาสายตา

2 มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทีช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง

3 บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ชุ่มชื่น ชะลอรอยเหี่ยวย่น

4 เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

5 ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

6 ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

7 ป้องกันโรคหลอดเลือด และหัวใจ

8 ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างเป็นปกติ จากกากใยอาหารที่มีอยู่สูง

9 ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย

10 ป้องกันการเกิดโรคนิ่ว

วิธีทานฟักทองให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

ฟักทองไม่ได้มีดีแค่เนื้อฟักทองสีเหลืองทองนะคะ เมล็ดฟักทองเองก็ช่วยคลายเครียดได้ดี น้ำมันฟักทองก็ช่วยบำรุงประสาท หรือแม้แต่เปลืองของฟักทองยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลืดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย ดังนั้นลองทานฟักทองจากหลายๆ ส่วนดู และหากจะหั่นเนื้อฟักทองมาประกอบอาหาร อาจจะเหลือเปลือกบางๆ เอาไว้ทานกรุบๆ บ้างก็ได้

นอกจากนี้ ใครที่อยากทานฟักทองเพื่อลดความอ้วน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ก็อย่าเผลอทานฟักทองแกงบวด ฟักทองสังขยาล่ะ เพราะเป็นขนมที่มีน้ำตาลสูง แนะนำให้ต้ม หรือนึ่งทาน ปั่นทานกับผักผลไม้อื่นๆ หรือทำซุปฟักทอง ฟักทองผัดไข่ทานเป็นอาหารคาวน่าจะดีกว่าค่ะ

ข้อควรระวัง : การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้ เพราะฉะนั้นควรทานแต่พอดีนะคะ

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

“ขนุน” มีประโยชน์มากกว่าที่คิด มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง และต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ปี 2013 สถาบันมะเร็งแห่งชาติในประเทศสหรัฐอเมริการายงานว่า ชาวอเมริกาประมาณ 1.17 ล้านคนได้ลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ซึ่งเป็นโรคที่รักษายาก แต่มีวิธีธรรมชาติในการรักษาโรคนี้และมันคือผลไม้เขตร้อนที่เรียกกันว่า ขนุน

ขนุนใช้ในการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างไร ?

ขนุนมีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากดังต่อไปนี้

-ไฟโตนิวเทรียนท์ phytonutrients

-ลิกแนน lignans

-ไอโซฟลาโวน isoflavones

-ซาโปนิน saponins

สารเหล่านี้ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระที่ก่อตัวของเซลล์มะเร็งและเนื้องอก

สิ่งเหล่านี้คือสารต่อต้านสารก่อมะเร็ง

-ไอโซฟลาโวน และลิกแนน

สารเหล่านี้สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก การศึกษาวิจัยในปี 2006 ได้ดำเนินการทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 500 คน ได้แยกผู้หญิงออกหนึ่งกลุ่มที่ได้

รับสารลิกแนนจากขนุน

และผลที่ออกมามันช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการมะเร็งของพวกเขาได้ เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่ได้สารชนิดนี้ ผลการวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารของสถาบัน

มะเร็งแห่งชาติ

-ไฟโตนิวเทรียนท์

สารชนิดนี้เป็นสารที่พบในขนุนช่วยยับยั่งการเกิดโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น

-ซาโปนิน

มีสารแอนตี้มะเร็งที่พบในขนุนสามารถลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ สารชนิดนี้ทำหน้าที่หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ประโยชน์ของขนุน

-สามารถป้องกันเซลล์ดีเอ็นเอ

ขนุนมีสารต้านอนุมูลอิสระในการปกป้องเซลล์ดีเอ็นเอที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

-ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน

ขนุนอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและช่วยทำให้ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ

-ช่วยระบบย่อยอาหาร

ขนุนช่วยบรรเทาปัญหาของระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องผูก เพราะขนุนอุดมไปด้วยไฟเบอร์นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้

ใหญ่และทวารหนัก

ข้อมูลทางโภชนาการของขนุน

-ขนุนมีปริมาณคอเรสตอรอลและโซเดียมต่ำ

-ขนุนหนึ่งถ้วยมีปริมาน 155 แคลอรี่ และมีไขมันเพียง 4 แคลอรี่

-ในขนุนหนึ่งถ้วยช่วยเพิ่มไฟเบอร์ให้คุณถึง 11%

-ขนุนประกอบด้วยน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณ

-ขนุนอุดมไปด้วยเซเลเนียม สังกะสี ทองแดง แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และแมงกานีส

-นอกจากนี้ยังมีระดับโฟเลตสูง ไนอาซิน วิตามินบี ไรโบเฟลวิน วิตามินเอและซี

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

11 สูตรยาสมุนไพรหลวงพ่อจรัญ แก้ปวดกระดูก แก้มะเร็ง

เรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่เข้าใครออกใคร เมื่อเป็นขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรักษากันไปตามอาการ เราจึงได้รวบรวม 11 สูตรยาสมุนไพรหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม แก้ปวดกระดูก มะเร็ง โรคไต มาบอก ใครมีอาการเหล่านี้อยู่นำไปทำทานกันได้เลย

๑) ชาตะไคร้ สรรพคุณ แก้ปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดแข้ง ปวดขา ป้องกันกระดูกผุ นั่งดูหนังสือแล้วตาลาย ลุกขึ้นแล้วหน้ามืด ป้องกันโรคไต เบาหวาน คอเลสเตอรอล วิธีทำ เอาต้นตะไคร้ล้างให้สะอาด (ตะไคร้ที่ใช้ทำอาหาร) ใช้ส่วนที่เป็นต้น ใบกับรากไม่เอา หั่นตากแดดให้แห้งสนิท แล้วนำมาคั่วให้เหลือง หอม เก็บไว้ชง หรือต้มกินต่างน้ำ เหมือนน้ำชา

๒) ยาอายุวัฒนะ สรรพคุณ แก้มะเร็งเม็ดเลือด เสกด้วยนวหรคุณ ๙ รักษาโรคมะเร็งระยะเป็นใหม่ๆ รักษาเอดส์ ต้องเสกด้วยพุทธคุณ ๑๐๘ แก้ท้องเฟ้อ มดลูกเสีย กินทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรง วิธีทำ เกลือทะเล ๓ ส่วน บอระเพ็ดสดหั่น ๕ ส่วน มะขามเปียกเอาเม็ด และซางออกสับ ๗ ส่วน นำมาโขลกผสมกัน กินเช้า-เย็น หรือก่อนนอนครั้งละก้อนเท่าหัวแม่มือ ถ้าต้องการให้ถ่ายกินตามธาตุหนัก-เบา แล้วดื่มน้ำตามมากๆ

๓) โรคไตวาย วิธีทำ ให้ไปถากเปลือกงิ้วแดง ถากขึ้น ๒ ถากลง ๑ มาต้มดื่มต่างน้ำ (ต้มสดๆเลย) (เวลาถากเปลือก อย่าถากรอบต้น ต้นไม้จะตาย)

๔) เสียงแหบแห้ง วิธีทำ ให้นำกระเทียมพริกไทยโขลกให้ละเอียด ละลายด้วยน้ำผึ้งกิน

๕) ตกขาว วิธีทำ นำสับประรดทั้งหัว หมกปูนขาว ๓ วัน (ถ้ายังไม่สุกหรือฉ่ำให้หมกต่อ) แล้วนำมาปอกกินตามปกติ

๖) โรคชัก เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคป่วง วิธีทำ นำพริกไทยเม็ดโขลกให้ละเอียดใส่แคปซูลไว้ นำพริกขี้หนูป่นใส่แคปซูล กินพร้อมกันอย่างละ ๑ แคปซูล (ของยาแผนปัจจุบัน) กินก่อนอาหารเช้า-เย็น

๗) โรคกระเพาะ วิธีทำ ให้เอากล้วยน้ำว้าดิบ ฝานบางๆ ตากแดดให้แห้งสนิท แล้วป่นให้เป็นแป้ง เวลากินตักครั้งละ ๑ ช้อนคาว ใส่น้ำสุกอุ่นๆ แล้วดื่ม

๘) เลือดกำเดาออก วิธีทำ เอาใบพุทรา (พุดซา) ๓ กำมือ ยาข้าวเย็นเหนือหนัก ๔ บาท ยาข้าวเย็นใต้หนัก ๔ บาท มาต้มดื่มต่างน้ำ

๙) มะเร็ง วิธีทำ นำลูกใต้ใบทั้ง ๕ กับต้นไมยราบทั้ง ๕ มาต้ม กินต่างน้ำ (ทั้ง ๕ หมายถึง ราก, ต้น, ใบ, ดอก และผล)

๑๐) โรคตับแข็ง วิธีทำ กินบอระเพ็ดวันละ ๕ แว่น (ยาวประมาณ ๒ ซ.ม. หรือองคุลี) โดยเฉพาะคุณแม่ที่กินยาดองหลังคลอดบุตร และรักษามะเร็ง หรือโรคท้องมานต้องลงด้วย “นะ โม พุท ธา ยะ”

๑๑) โรคตับอีกขนาน บอระเพ็ดสด ๑ ช้อนคาว เคี้ยวๆแล้ว ตามด้วยน้ำผึ้งเดือนห้า

แหล่งที่มา : https://www.aabmong.com

9 ประโยชน์ของน้ำมะนาว ดีต่อร่างกายได้มากขนาดนี้ ถ้าไม่อยากป่วยควรอ่าน!

เป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน กับ ประโยชน์ 9 ข้อ ของการดื่มน้ำมะนาว
1. ดื่มน้ำมะนาวช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะมะนาวนั้นอุดมไปด้วยไฟเบอร์ เพคติน จะช่วยลดความ อยากอาหาร

2. 2.ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้น น้ำมะนาวจะไปกระตุ้นตับให้หลั่งกรดย่อยอาหาร

3. ช่วยให้ผิวสะอาด วิตามินซีจะช่วยให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยลดสารพิษในเลือดที่จะส่งผลต่อสุขภาพ

4. ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เรารู้กันดีว่าในน้ำมะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยต่อสู้กับโรคหวัด และมีโพแทสเซียมซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นสมอง ระบบประสาท และควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ และยังช่วยลดอาการติดเชื้อ ภูมิแพ้ แผลหายเร็ว

5. ช่วยลดปัญหาทางเดินหายใจ ชงน้ำมะนาวกับน้ำร้อน จิบบ่อยๆ ช่วยลดอาการไอเนื่องจากระคายคอ จะยังช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ หายใจหายคอโล่งสะดวกขึ้นมาก

6. ช่วยให้ร่างกายมีสมดุล น้ำมะนาวเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างมาก หากต้องการลดภาวะเลือดเป็นกรด ก็เลือกจิบน้ำมะนาว (กรดซิตริกในน้ำมะนาวไม่ได้สร้างความเป็นกรดในร่างกาย)

7. ช่วยขับปัสสาวะทำให้สารพิษบางส่วนออกไปพร้อมกับปัสสาวะ

8. ดื่มน้ำมะนาวแทนกาแฟในยามเช้า จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

9. ลดอาหารปวดฟัน ลดการอักเสบของเหงือก แต่!! กรดซิตริกอาจจะกร่อนเคลือบฟันของคุณ

*****ภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis หรือ hypo-Alkalinity)” จะทำให้ร่างกายมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย หิวง่าย เจ็บคอหอยหรือรู้สึกร้อนในช่วงอก บ้างก็มีอาการเวียนหัว รู้สึกอยากอาเจียน หรือปวดหัว นอนไม่หลับ เป็นต้น*****

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

“ตะลิงปลิง” สมุนไพรแห่งความงามและรักษาโรคผิวหนัง

พืชประเภทไม้ผลที่มีคุณค่าทางสมุนไพรทุกส่วนของต้น ซึ่งล้วนแต่นำมาปรุงเป็นยารักษาโรคตามตำรับแพทย์แผนโบราณได้

โดยปกติผู้คนจะนิยมรับประทานผลอ่อนในเมนูอาหารที่ต้องการรสเปรี้ยวอย่างเช่นต้มยำหรือแกงส้ม แต่ถ้ารับประทานผลดิบจะใช้จิ้มกับกะปิหรือน้ำปลาหวาน

1 บรรเทาอาการไอ

เพียงนำดอกตะลิงปลิงมาชงกับน้ำร้อนให้เป็นน้ำชา ซึ่งอาจจะมีรสเปรี้ยวฝาดเล็กน้อย จากนั้นจิบบ่อยๆ จะช่วยบรรเทาอาการไอได้ดี

2 ลดไข้และแก้ร้อนใน นำรากของต้นตะลิงปลิงไปตากแห้ง จากนั้นต้มกับน้ำดื่มแล้วดื่มบ่อยๆ จะช่วยลดไข้และบรรเทาอาการร้อนในหรือกระหายน้ำ ทำให้ตัวเย็นลง

3 แก้ท้องอืดและขับลม ใช้เมล็ดต้มกับน้ำดื่มแล้วดื่มเป็นระยะๆ จะช่วยบรรเทาอาการจุกเสียดและขับลมภายในช่องท้อง

4 รักษาสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ใช้ผลตะลิงปลิงฝานให้เป็นแผ่นบางๆ แล้ววางประคบบนใบหน้าที่มีปัญหาผิวพรรณ หรือใช้ดอกตะลิงปลิงปริมาณ 1 – 2 กำมือมาตำให้ละเอียดแล้วพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 30 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด ผิวพรรณจะได้รับการบำรุงและฟื้นฟูให้มีสภาพผิวที่ดีขึ้น

5 รักษาโรคผิวหนัง

นำใบจากต้นตะลิงปลิงปริมาณ 10 – 20 ก้าน หรือเปลือกต้นและแก่นมาต้มกับน้ำอาบ จากนั้นลงไปแช่ในน้ำอาบนั้น จะช่วยรักษาโรคผิวหนังและบรรเทาอาการผดผื่นคัน

6 แก้ฝีและโรคคางทูม นำใบจากต้นตะลิงปลิงปริมาณ 1 – 2 กำมือ มาตำหรือบดผสมกับน้ำสะอาดเล็กน้อย จากนั้นจึงพอกบนฝีหรือบริเวณที่เป็นคางทูม จะช่วยให้ฝีและคางทูมยุบตัวลง

ถึงแม้ว่าผลตะลิงปลิงจะมีประโยชน์และให้พลังงานต่ำ เราก็ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เนื่องจากผลละลิงปลิงนั้นมีฤทธิ์ทำให้เลือดตกตะกอนได้นั่นเอง

แหล่งที่มา : http://www.lovenayou.com

10 ประโยชน์ของไข่ต้ม ที่แสนจะธรรมดา แต่มีคุณค่าสูง

ประโยชน์ของไข่ต้มสุก ไม่ได้แค่ช่วยลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อ แต่มีดีถึงขั้นลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ !

อาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายเราได้ ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเลยค่ะ อย่างเช่น ไข่ต้ม ที่นอกจากจะอร่อย หาง่าย และมีราคาถูกแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์เพียบ เรียกได้ว่าแค่ทานไข่ต้มวันละฟอง ก็ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการเกือบจะครบถ้วน แถมยังช่วยบำรุงสุขภาพได้มากมายเลยด้วย รู้อย่างนี้แล้ว เราเลยอยากชวนไปดูกันว่า ประโยชน์ของไข่ต้มมีดีแค่ไหน

ประโยชน์ของไข่ต้มสุก ที่คนรักสุขภาพกดไลค์รัว ๆ

1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ

ไข่ต้มสุกนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเรามากมาย ทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 วิตามินดี วิตามินอี ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม ฟอสฟอรัส กรดโฟลิก เลซิทิน ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นบอกได้เลยว่าแค่ทานไข่ต้มวันละฟองก็จะช่วยให้ร่างกายร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรทานไข่ต้มร่วมกับอาหารประเภทอื่น ๆ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ

2. ปลอดภัยกว่าทานไข่ดิบ

การทานไข่ดิบ ๆ หรือไข่ที่ยังไม่สุกดี ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะร่างกายของเรานั้นจะย่อยไข่ที่ไม่สุกได้ค่อนข้างยาก และไข่ขาวที่ไม่สุกยังไปขัดขวางการดูดซึมไบโอตินที่เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งในลำไส้ของเรา ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามิบีไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แถมที่สำคัญการทานไข่ดิบยังมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราอีกด้วย ฉะนั้นแล้วการทานไข่ต้มสุกจึงถือเป็นการเลือกทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ และปลอดภัยต่อร่างกายเราได้มากกว่าไข่ดิบนั่นเองค่ะ

3. ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ

ไข่ต้มเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน โดย 1 ฟอง มีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม ซึ่งในโปรตีนนั้นมีกรดอะมิโนที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้กับร่างกายอยู่ ดังนั้นหากใครอยากมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็ควรทานไข่ต้มบ่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งมีโอกาสกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ง่าย คนที่ออกกำลังกายจึงควรทานโปรตีนเยอะ ๆ เพื่อไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดเหล่านั้น อย่างที่เรามักจะเห็นหลายคนชอบทานไข่ต้มเป็นประจำหลังออกกำลังกายเสร็จนั่นล่ะค่ะ

4. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

หากอยากเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมและฟอสฟอรัสมาก ๆ ซึ่งในไข่ก็มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงพอสมควร แถมยังมีวิตามินดี (วิตามินที่ส่วนมากได้รับจากแสงแดด) ซึ่งวิตามินดีมีหน้าที่หลักคือช่วยดูดซึมและทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์จากแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการทานไข่ต้ม จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรงได้ หรือจะทานไข่ต้มพร้อมกับนมรสจืด เติมแคลเซียมแบบคูณสองให้กระดูกแข็งแรงยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนไปเลยค่ะ

5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ทั้งวิตามินเอ วิตามินดี และธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มในร่างกายของเราให้แข็งแรงและยังช่วยให้การผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นไปอย่างปกติอีกด้วย ดังนั้นการทานไข่ต้มที่อุดมไปด้วยสารอาหารทั้ง 3 ชนิดสูง จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเราได้ค่ะ

6. บำรุงเล็บและเส้นผม

ไข่ต้มนอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินดี ธาตุเหล็ก สังกะสี และกำมะถันในปริมาณมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมและเล็บของเราให้แข็งแรง ไม่หลุดร่วงหรือเปราะบางได้ง่าย ๆ นะคะ

7. บำรุงสายตา

รู้ไหมคะว่าเพียงแค่เราทานไข่ต้มเป็นประจำสามารถป้องกันจอประสาทตาเสื่อมและลดความเสี่ยงเป็นต้อกระจกลงได้ เนื่องจากในไข่ต้มมีสารอาหารสำคัญที่ช่วยปกป้องดวงตาของเราอย่างลูทีนและซีแซนทีนอยู่ จึงทำให้การทานไข่ช่วยบำรุงสายตาของเราได้นั่นเองค่ะ

8. บำรุงสมอง

นอกจากการออกกำลังกายและทานอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว การทานไข่ต้มยังสามารถบำรุงสมองและป้องกันไม่ให้เราเป็นอัลไซเมอร์ด้วยนะคะ เพราะในไข่ 1 ฟอง จะมีโคลีนมากถึง 20% เลยทีเดียว ซึ่งโคลีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง และเซลล์ประสาท เมื่อได้รับมาก ๆ จะช่วยบำรุงรักษาระบบประสาทและสมองของเราให้แข็งแรง ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์สมองในเรื่องความทรงจำ แถมยังช่วยป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติในท่อประสาทได้อีกด้วย

9. ช่วยลดและควบคุมน้ำหนัก

ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงานราว ๆ 70-85 กิโลแคลอรีค่ะ ซึ่งจัดว่าให้พลังงานน้อย จึงเป็นเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้คนเลือกทานไข่ต้มเพื่อลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในช่วงมื้อเช้า เพราะนอกจากไข่ต้มจะมีแคลอรีไม่สูงแล้ว โปรตีนในไข่จะช่วยให้แป้งและน้ำตาลถูกย่อยและดูดซึมอย่างช้า ๆ ทำให้เราอิ่มนาน ไม่รู้สึกหิวบ่อย ๆ จึงทานอาหารมื้ออื่น ๆ ได้น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น หากใครคิดจะลดน้ำหนัก ก็อย่าลืมใช้ไข่ต้มเป็นตัวช่วยด้วยนะคะ โดยอาจจะทานไข่ต้มพร้อมกับน้ำส้มคั้นสด ๆ แบบน้ำตาลน้อย ก็จะช่วยให้ร่างกายยิ่งดูดซึมธาตุอาหารจากไข่ได้ดีขึ้นด้วย

10. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ในไข่ต้มที่เราทานกันนั้น มีไขมันดีหรือไขมันไม่อิ่มตัว อย่างไขมันโอเมก้า 3 อยู่ ซึ่งไขมันตัวนี้ เป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของเราไม่ให้สูงเกินไป เพราะหากเรามีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะทำให้มีความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น อีกทั้งสารโคลีนที่พบได้มากในไข่ ยังช่วยลดการอักเสบอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้อีกด้วย

ส่วนใครที่เชื่อว่าไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง หากทานทุกวันน่าจะทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้มากกว่า ต้องขอบอกตรงนี้เลยว่า นพ.กรภัทร มยุระสาคร จากโรงพยาบาลสมุทรสาคร ได้ทำการวิจัยแล้วพบว่าคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในไข่นั้นเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีต่อร่างกาย ดังนั้นจึงหมดห่วงเรื่องคอลเลสเตอรอลในไข่ได้ แถมแพทย์คนดังกล่าวยังบอกอีกด้วยนะ ว่าการกินไข่ยังช่วยลดคอลเลสเตอรอลไม่ดีได้ด้วย

สอดคล้องกับงานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า การทานไข่วันละ 1 ฟอง ไม่ทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น เช่นเดียวกับกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ที่ยืนยันเช่นกันว่า ไข่เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ทั้งกรดไขมัน DHA และ EPA ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องการทำงานของสมอง สายตาแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงการเป็นอัลไซเมอร์และโรคหัวใจได้อีกต่างหาก

เห็นไหมละคะว่าทานไข่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงได้จริง ๆ แต่ก็เหมือนกับอาหารทุกอย่างก็คือ เราควรทานอย่างพอดี ไม่มากไปหรือไม่น้อยเกินไปนะคะ

เมนูไข่ต้ม ทำอะไรกินอร่อยบ้างนะ ?

ถึงแม้จะรู้ถึงประโยชน์ดี ๆ ของไข่ต้มแล้ว แต่ถ้าต้องทานแต่ไข่ต้มเปล่า ๆ ซ้ำ ๆ คงเบื่อกันไปข้าง ถ้างั้นลองมาประยุกต์เมนูไข่ต้มให้หลากหลาย เช่น ไข่ออนเซ็น ไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ ไข่ต้มทรงเครื่อง ยำไข่ต้ม ยำวุ้นเส้นไข่ต้ม สลัดผักไข่ต้ม ไข่ต้มทรงเครื่อง แซนด์วิชไข่ต้ม หรือจะลองดูเมนูไข่ต้มข้างล่างนี้ไว้เป็นไอเดียในอาหารมื้อต่อไปก็ดีนะคะ

– วิธีต้มไข่ ต้มอย่างไรให้เพอร์เฟคท์
– 10 เมนูไข่ต้มสุดอร่อย ทำง่าย ๆ หลากหลายแบบ
– 20 เมนูไข่ต้มสุดคิวท์ ศิลปะบนจานอาหารกับเมนูไข่ไอเดียดี
– 8 เมนูไข่ต้มลดความอ้วน ลดน้ำหนักเน้นโปรตีนเพื่อหุ่นเป๊ะ

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่คาดคิดว่าไข่ต้มจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะทานแต่ไข่ต้มอย่างเดียวหรือทานวันละกี่ฟองก็ได้ เพราะจริง ๆ แล้ว เราควรทานไข่ต้มในปริมาณที่พอเหมาะตามที่กรมอนามัยแนะนำไว้ก็คือ เด็กอายุ 7 เดือนขึ้นไปถึงวัยสูงอายุ สามารถทานได้วันละครึ่งถึง 1 ฟอง แต่หากเป็นผู้ป่วยเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ควรทานประมาณ 3 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ พร้อมกับทานอาหารประเภทอื่น ๆ ให้ครบ 5 หมู่ด้วย โดยเฉพาะผักและผลไม้ เพื่อจะได้วิตามินซีและใยอาหารที่ไม่มีในไข่ต้ม ได้รับสารอาหารแบบครบถ้วนจริง ๆ ค่ะ

แหล่งที่มา : https://health.kapook.com

สูตรต้มตะไคร้ อาบแก้ข้ออักเสบปวดขา หรือ กระดูกหัก รู้แลวแชร์ต่อ!!

ตะไคร้ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Cymbopogon citratus); ชื่อท้องถิ่น: จะไคร (ภาคเหนือ), ไคร (ภาคใต้), คาหอม (แม่ฮ่องสอน), เชิดเกรย, เหลอะเกรย (เขมร-สุรินทร์), ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ) เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม ลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย

โดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่

ตะไคร้กอ
ตะไคร้ต้น
ตะไคร้หางนาค
ตะไคร้น้ำ
ตะไคร้หางสิงห์
ตะไคร้หอม
เป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไป

ประโยชน์

น้ำมันตะไคร้
ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามาก ๆ ช่วยให้สร่างเร็ว ส่วนหัวสามารถใช้แก้โรคเกลื้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคนิ่ว มากไปกว่านั้นยังสามารถทำเป็นยาช่วยนอนหลับ ช่วยลดความดันสูง น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่น ๆ จะช่วยกันแมลงได้และยังให้กลิ่นหอม ที่ดับกลิ่นบางชนิดใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมเพราะมีกลิ่นที่หอม และที่กำจัดยุงบางชนิดก็ใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเนื่องจากมีกลิ่นที่แรงจึงช่วยทำให้ไล่ยุงได้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังแก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก ๆ

สรรพคุณ : ทั้งต้น ใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือทำเป็นยาทานวดก็ได้ และยังใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่นรักษาโรคได้ เช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และขับเหงื่อ

หัว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้อาการขัดเบา ถ้าใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะเป็นยาแก้อาเจียน แก้ทราง ยานอนหลับลดความดันสูง แก้ลมอัมพาต แก้กษัยเส้น และแก้ลมใบ ใบสด ๆ จะช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้

ราก ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ ปวดท้องและท้องเสีย

ต้น ใช้เป็นยาแก้ขับลม แก้เบื่ออาหาร แก้ผมแตก แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เป็นยาบำรุงไฟธาตุให้เจริญ แต่ถ้าเอาผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะแก้โรคหนองใน และนอกจากนี้ยังใช้ดับกลิ่นคาวด้วย

ตะไคร้เป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ ที่เอามาทำอาหารก็ได้ หรือจะนำมาทำเป็นยาดี แต่ใครจะเชื่อว่า การอาบน้ำด้วยน้ำตะไคร้นั้นจะช่วยเรื่องกระดูกได้อีกด้วย หากไม่เชื่อ ลองมาอ่านข้อมูลนี้ดู

จากการศึกษาวิจัยค้นพบว่า ตะไคร้นั้นมีฤทธิ์แก้ปวด ลดอักเสบ และพบข้อมูลว่าชาวเขาเผ่าม้งได้ต้มน้ำตะไคร้อาบเพื่อรักษากระดูกหัก

วิธการคือ
1. นำใบตะไคร้ในปริมาณมาก มาต้มให้ร้อน

2. ต้มเสร็จใส่ภาชนะใหญ่ๆเช่นกะละมัง แล้วใช้อาบวัน 1-2 หน

สำหรับสัตว์ที่กระดูกหัก ตะไคร้ก็ช่วยได้ โดยวิธีการคือ
1. นำตะไคร้มาตำให้แหลก

2. พอกตะไคร้ในบริเวณที่กระดูกหักและใช้ผ้าก๊อสพันไว้

สูตรอาบน้ำด้วยน้ำตะไคร้นี้ เหมาะสำหรับผู้ที่เลือดลมเดินไม่ดี ข้ออักเสบ เดินไม่ได้ และถึงแม้ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนวิจัยว่าได้ผล แต่ก็เป็นวิธีการรักษาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นจึงไม่เสียหายอะไรหากเราจะนำไปทำบ้างนั่นเอง

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

“ผักชีลาว” มากประโยชน์ แถมรักษากรดไหลย้อน

“ผักชีลาว” เอ่ยชื่อขึ้นมาหลายคนอาจจะส่ายหน้า เพราะไม่ชอบทาน แต่ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า “คิดใหม่” เพราะผักชีลาวนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด โดยเฉพาะสามารถปราบอาการ “กรดไหลย้อน”ได้อยู่หมัดโดยที่ไม่ต้องออกแรง

ผักชีลาว มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dill Weed ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Anethum graveolens เป็นพืชที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยถูกนำมาใช้ทำเป็นยาในอียิปต์และโรม เป็นพืชที่ใบมีลักษณะคล้ายปีกนกเล็ก ๆ เรียงซ้อนทับกันไปมา และมีรสชาติคล้ายกับใบพาสลีย์ เมล็ดมีน้ำมันหอมระเหยที่นิยมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร

ผักชีลาว เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งกลิ่นของมันนี่แหละที่ทำให้ใครหลายคนไม่ค่อยพิศวงหรืออยากรับประทาน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าผักชีลาวที่มีใบเล็กเป็นฝอย ๆ นี่แหละมีประโยชน์มากมาย และที่สำคัญผักชีลาวยังมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้  และเมื่อเรารับประทานเป็นประจำ ยังช่วยให้เราห่างไกลโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย

นอกจากนี้ใบยังนิยมมารับประทานสดเป็นผักเคียงหรือนำไปปรุงอาหารอีกด้วย โดยผักชีลาว 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้คือ พลังงาน 43 กิโลแคลอรี ,คาร์โบไฮเดรต 7 กรัม ,โปรตีน 3.46 กรัม ,ไขมัน 1.12 กรัม ,ไฟเบอร์ 2.10 กรัม ,โฟเลต 150 ไมโครกรัม ,ไนอะซิน 1.570 มิลลิกรัม ,วิตามินเอ 7,718 IU ยูนิต,วิตามินซี 85 มิลลิกรัม ,โซเดียม 61 มิลลิกรัม ,โพแทสเซียม 738 mg มิลลิกรัม ,แคลเซียม Calcium 208 มิลลิกรัม ,ทองแดง 0.146 มิลลิกรัม ,ธาตุเหล็ก 6.59 มิลลิกรัม ,แมกนีเซียม 55 มิลลิกรัม ,แมงกานีส 1.264 มิลลิกรัม ,ฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม ,สังกะสี 0.91 มิลลิกรัม

เจอประโยชน์ของผักชีลาวเยอะมากมายขนาดนี้ ใครจะปฏิเสธได้ลงอีกล่ะ ของดีอยู่ใกล้ตัวแบบนี้ก็ห้ามพลาดกัน แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะรับประทานสด ๆ หรือปรุงในอาหารก็ลองหาแบบที่เป็นน้ำมันหอมระเหย หรือสารสกัดในรูปแบบอาหารเสริมได้

แหล่งที่มา : http://www.thaiquote.org/content/20344