พุทธศาสนิกชนร่วมเจริญพุทธมนต์น้อมถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์”(ถาวรมหาเถระ ป.ธ.๙) อายุวัฒนมงคล ๑๐๐ ปี

เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ พุทธศาสนิกชน คณะศิษย์ท่านเจ้าประคุณหลวงปู่สมเด็จฯ
ร่วมเจริญพุทธมนต์ น้อมถวาย หลวงปู่ ท่านเจ้าประคุณฯ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์”(ถาวรมหาเถระ ป.ธ.๙) อายุ ๑๐๐ ปี

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรมหาเถร) เป็นศิษย์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมาตั้งแต่เป็นสามเณร เคยออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาขโม และคณะ ไปในหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนที่จะตัดสินใจมาศึกษาพระปริยัติธรรม เพราะเห็นว่าตนเองยังเด็กเกินไปในขณะนั้น เนื่องจากมีสามเณรในวัยเดียวกันเป็นไข้ป่ามรณภาพ

แม้จะศึกษาพระปริยัติธรรมจนจบการศึกษา ป.ธ.๙ อันเป็นหลักสูตรขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ ดำรงตำแหน่งต่างๆ ทางคณะสงฆ์มากมาย และได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้วก็ตาม แต่ยังถือวัตรปฏิบัติแบบพระกรรมฐานที่เคยได้รับการสั่งสอนมาจากครูบาอาจารย์ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นที่เคารพสักการะของศิษยานุศิษย์ทั้งหลายตลอดมา

ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จะมีอายุวัฒนมงคลครบ ๑๐๐ ปี ถือเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มีพรรษากาลและมีอายุมากที่สุดในขณะนี้

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ. ๙) มีนามเดิม กงมา ภายหลัง พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร พระอุปัชฌาะและเจ้าอาวาสวัดสัมพัุนธวงศ์ เปลี่ยนให้เป็น มานิต เกิด ณ วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๒๗๙ (ร.ศ. ๑๓๖) ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อช่วย โยมมารดาชื่อกา สกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวนพี่น้อง ๑๑ คน

พ.ศ. ๒๔๗๒ บรรชาเป็นสามเณรมหานิกาย ที่วัดบ้านบ่อชะเนง ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านนั้นพร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่ชื่อชัย มีเจ้าอาวาสวัดนั้นชื่อยาคูโม้เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชเป็นสามเณรได้ปีหนึ่ง มีจิตน้อมไปในทางออกปฏิบัติธุดงค์กรรมฐาน หลังจากออกพรรษาแล้ว ออกเดินธุดงค์ติดตามพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ไปยังหลายพื้นที่ในภาคอีสาน

พ.ศ. ๒๔๗๓ ญัตติเป็นสามเณรธรรมยุตที่ วัดป่าวิเวกธรรม (เมื่อครั้งยังเป็นป่าช้าเหล่างา) ตำบลพระลับ อำเภอเมือง โดยมีอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอุปัชฌาย์แทนพระครูพิศาลอรัญญเขต เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ และเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น (ธรรมยุต) ออกพรรษาแล้วเดินธุดงค์ออกปฏิบัติกรรมฐานไปยังจังหวัดชัยภูมิ กับอาจารย์กรรมฐานผู้เป็นหัวหน้าคณะชื่อท่านอุ่นเนื้อ และ พ.ศ. ๒๔๗๔ จำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นปีที่เริ่มสร้างวัดนั้น ซึ่งหลวงชาญนิคมฯ ผู้ถวายที่ดินให้สร้างวัด ได้นิมนต์ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม จากจังหวัดขอนแก่นมาเป็นเจ้าอาวาส และอบรมสั่งสอนประชาชนชาวนครราชสีมาที่นี่ ท่านจึงนิมนต์พระกรรมฐานที่เป็นศิษยานุศิษย์ ให้มาจำพรรษารวมกันที่วัดนั้น จึงติดตามอาจารย์อุ่นเนื้อ มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นด้วย

พ.ศ. ๒๔๗๕ ออกพรรษาแล้วเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติโยมที่บ้านบ่อชะเนง จากนั้นตั้งใจจะออกธุดงค์กรรมฐาน ติดตามอาจารย์และเพื่อนสามเณรที่แยกย้ายกันไปหลังจากจำพรรษาที่วัดป่าสาลวันแล้ว ทราบข่าวว่าเพื่อนสามเณร ๒ รูป ที่เข้าป่าออกกรรมฐานล่วงหน้าไปก่อนมรณภาพเพราะไข้ป่า จึงเกิดความคิดว่าเรายังเด็กเกินไปที่จะเข้าป่า ในวัยนี้ ควรจะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมดีกว่า จึงตัดสินใจเดินทางไปยังจังหวัดนครพนม เพื่อแสวงหาสถานที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญิกาวาส (วัดโพนแก้ว) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เริ่มเรียนปริยัติธรรมที่นั้นเป็นเวลา ๔ ปี

พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก วัดโพธิชัย ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้ฝากท่านและสามเณรอีกรูป ชื่อ สามเณรทองทิพย์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นไพบูลย์ ภายหลังได้กลับไปอยู่สกลนคร สุดท้ายได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ที่ พระเทพสุเมธี เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโพนเมือง อดีตเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) มรณภาพแล้ว) ์เพื่อมาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดสัมพันธวงศ์กับพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร (เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัชชมงคลมุนี) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ได้รับเมตตาพระเดชพระคุณเจ้าอาวาสฯ ให้ไปอยู่ที่กุฎีนิตยเกษม โดยอยู่ในความกำกับดูแลของท่านเจ้าคุณ พระเนกขัมมมุนี (เฉย ยโส) (ภายหลังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพปัญญามุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๑๐) จากนั้นก็อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ตามที่ได้ตั้งใจไว้

อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๘๐ อายุ ๒๐ ปี ณ พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมี
ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูสุวรรณรังษี (สุวรรณ ชุตินฺธโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูปลัด เส็ง ทินฺนวโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (ภายหลังรับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระเนกขัมมมุนี)

ท่านตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบได้ ป.ธ.๙ อันเป็นหลักสูตรขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย ช่วยรับภาระสนองงานท่านเจ้าอาวาสอย่างแข็งขัน อาทิเช่น เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นครูใหญ่ประจำสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ เป็นผู้อำนวยการศึกษา เป็นกรรมการสงฆ์ เป็นเลขานุการวัด และเลขานุการกรรมการจัดผลประโยชน์วัดสัมพันธวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๔ และเป็นพระอุปัชฌายะวิสามัญในปีเดียวกันนี้

ในหน้าการงานทางคณะสงฆ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น เป็นพระวินัยธรจังหวัด เป็นเลขานุการเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดธนบุรี-นนทบุรี-ปทุมธานี เป็นกรรมตรวจบาลีสนามหลวง เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง เป็นผู้ช่วยหัวหน้าพระธรรมธรคณะธรรมยุต เป็นรองเจ้าคณะภาค ๘ – ๑๐ (ธรรมยุต) เป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๐ – ๑๑ (ธรรมยุต) เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะภาค ๙ – ๑๐ – ๑๑ (ธรรมยุต) และเป็นเจ้าคณะภาค ๑๑ (ธรรมยุต) (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๑๙) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม รวมทั้งรับหน้าที่ทางคณะสงฆ์อื่นๆ จำนวนมาก ตามที่มหาเถรสมาคมและเจ้าคณะผู้ปกครองมอบหมาย ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์

ด้านสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ ๙ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่

“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จาตุรงคประธานวิสุต พุทธพจนมธุรธรรมวาที ตรีปิฎกปริยัติโกศล วิมลศีลาจารวัตร พุทธบริษัทปสาทกร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี สมเด็จพระราชาคณะ”

ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ (ธรรมยุต) และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

แหล่งที่มา : thaibuddhismnews

เทวดาขี้สงสัย!อยากรู้ว่าภูมิธรรมของหลวงปู่ชอบถึงขั้นไหน เหตุผลที่ครูอาจารย์ไม่อวดภูมิธรรมของตน

ประสบการณ์หลวงปู่ชอบเจอเทวดาขี้สงสัย! อยากรู้ว่า ภูมิธรรมของหลวงปู่ชอบถึงขั้นไหน…เหตุผลที่พ่อแม่ครูอาจารย์ไม่อวดภูมิธรรมของตน

ตอนหลวงปู่ชอบท่านจำพรรษาปี ๒๔๗๗ ที่ ถ้ำนายม ตำบลถ้ำนายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ องค์ท่านเล่าให้ฟังว่า..
วันนั้นตอนกลางวันเราเดินจงกรมอยู่ในถ้ำนายม เทวดาผู้ชายตนหนึ่งเขานั่งอยู่โขดหินหน้าถ้ำดูเราเดินจงกรม กิริยาเทวดาตนนี้นั้นไม่ต่างอะไรกับคนเรามานั่งดูพระเณรเดินจงกรม พอเราแผ่เมตตาให้เทวดาผู้นี้เขาก็จะพนมมือรับสาธุการทุกครั้ง แล้วเขาก็จะนั่งดูเราเดินจงกรมอยู่อย่างนั้นโดยไม่ไปไหน จนเรานึกแปลกใจในกิริยาของเทวดาผู้นี้
ครูอาจารย์ชอบว่า..ท่านเห็นเทวดามาหลายตน แต่เทวดาผู้นี้ที่ถ้ำนายมเพชรบูรณ์ เขาจะมีกิริยาดูแปลกกว่าเทพเทวดาองค์ไหนๆที่ท่านเคยเห็นมา ท่านว่าเทวดาทั่วไปเมื่อแผ่เมตตาให้แล้วเขาก็จะอนุโมทนาลาจากไปหรือไม่ก็จะเข้ามาสนทนาธรรมกับเรา แต่เทวดานายมผู้นี้จะไม่เข้ามาหา เขาจะนั่งอยู่บนโขดหินดูเราเดินจงกรมอยู่อย่างนั้นโดยไม่ไปไหน

เรากำหนดถาม..เพราะอะไรโยมจึงมาดูอาตมาเดินจงกรมเทวดาผู้นี้เขาไม่ตอบคำถามเรา เขาลอยไปทางที่พักของตาผ้าขาวสง่าแล้วแสดงกิริยาชี้มือมาทางเราเดินจงกรม จากนั้นเขาก็ลาตาผ้าขาวสง่าลอยตนขึ้นไปบนอากาศ..หลังเลิกจากเดินจงกรมในถ้ำนายมแล้ว หลวงปู่ชอบท่านก็ลงมายังที่พักของตาผ้าขาวสง่าบ้านนายมเพื่อที่จะฉันน้ำร้อนระหว่างที่ฉันน้ำร้อนกันนั้น หลวงปู่ชอบท่านถามพ่อตาผ้าขาวสง่าบ้านนายมว่า..เมื่อตอนกลางวันเทวดาที่มานั่งดูอาตมาเดินจงกรมอยู่ในถ้ำนั้นเขาพูดอะไรกับพ่อตาผ้าขาวสง่าหรือ….พ่อตาผ้าขาวสง่าบ้านนายมกราบเรียนหลวงปู่ชอบว่า..
“ เทวดาผู้นี้เขามีความสงสัยมาถามข้าน้อยว่า พระองค์นี้ท่านภาวนาได้ภูมิธรรมชั้นไหนแล้ว ข้าน้อยบอกเรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะตอบท่านได้ ถ้าท่านอยากจะรู้ก็ให้ไปถามท่านอาจารย์ชอบเอาเอง เทวดาตนนี้ว่า..เขาไม่กล้าไปถามด้วยตัวเองเพราะเกรงในบารมีธรรมของท่านอาจารย์ ”

หลวงปู่ชอบ กล่าวว่า “ ตาผ้าขาวก็รู้ว่าเราภูมิไหน แต่เขาไม่บอกให้เทวดาผู้สงสัยทราบเพราะมันผิดมารยาทในทางธรรม.. ..เทวดาเขาก็มาจากคนเรา บางสิ่งบางอย่างพวกเขาก็มีความสงสัยเหมือนกันกับคนเรานี่แหละ ตอนเราอยู่กับท่านอาจารย์ใหญ่มั่นก็เหมือนกัน พวกเทวดาเขามักพากันมาถามท่านเรื่องนั้นเรื่องนี้เสมอ บางครั้งพวกเทวดาเขาถามท่านถึงเรื่องการปฏิบัติของพระเณรองค์นั้นองค์นี้ว่าเป็นอย่างไร อาจารย์มั่นท่านจะไม่ค่อยตอบข้อสงสัยในเรื่องแบบนี้กับมนุษย์หรือเทวดา..อาจารย์ใหญ่มั่นท่านว่าถ้าบอกไปแล้วจะทำให้มนุษย์หรือเทวดาผู้นั้นจะถือเอาเป็นมานะหลงรู้ในทิฐิตนได้ ต่อไปเขาจะถือในมานะทิฐิหลงรู้อันนี้ไปประมาทในการปฏิบัติของพระสงฆ์องค์เณรนั้นได้ ก็จะทำให้เขาเป็นบาปกรรมเพราะไปประมาทท่านผู้ทรงศีล ทรงธรรม..
..เรื่องหลงในทิฐินี้อย่าว่าแต่มนุษย์เราเลย ถึงเป็นเทวดาอยู่สวรรค์ชั้นฟ้าถ้าได้หลงถือทิฐิว่าตนเองรู้แล้วนั้น ก็จะสามารถทำผิดได้ทุกเมื่อเหมือนกัน เรื่องแบบนี้ครูบาอาจารย์ท่านมักจะไม่ค่อยพูดให้ใครฟัง นอกจากท่านจะพิจารณาเห็นในทิฐิธรรมของผู้นั้นแล้ว ท่านถึงจะบอกเล่าให้ผู้นั้นฟังเพื่อเป็นธรรมทาน ”
ชีวประวัติ พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าโคกมน-สัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย
เขียนบันทึกโดย..ครูบากล้วย พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท
ภาพ : ครูบากล้วย พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท,หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
ที่มา FB: เพจข่าวสาร “พระกรรมฐาน” และ เพจกลุ่มเครือข่ายชาวพุทธ ข้าวก้นบาตร

แหล่งที่มา : http://palungjit.org

ลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูก กดทับ หายได้ใน 3 อาทิตย์

โรคกระดูกเสื่อม เกิดจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูกในร่างกายของเรา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทาน จากการเคลื่อนไหวมากเกินไป มักจะเกิดในวัยกลางคน วัยสูงอายุ สังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเคลื่อนไหวจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กร๊อบแกร๊บ บางทีก็จะปวดตตรงข้อกระดูก รู้สึกขัดๆปวดๆ เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบก็จะลุกขึ้นยาก การรักษาโรคกระดูกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่คนมักจะพึ่งยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมแคปซูล วันนี้นายข้าวต้ม ขอแนะนำสูตรสมุนไพรพิเศษ อาจทำให้เราหายขาด หรือบรรเทาอาการโรคกระดูกเสื่อมได้ คือ ทานแบบภูมิปัญญาไทย ด้วย น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง

เรื่องจริงจากผู้ป่วยโรคกระดูกเสื่อม

“หมอเพชร’ หรือ ดร. กฤษณา รัตนชาลี ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ วัย 60 ต้นๆ เรียน จบแพทย์จากอังกฤษ และทำงานประจำอยู่ที่ต่างประเทศ เพิ่งบินกลับมาปฏิบัติธรรม ที่วัดเขาฯ เป็นครั้งแรก เล่าให้ฟังถึงเพื่อนหมอ ซึ่งไปตรวจที่ รพ.ศิริราช พบว่า เป็นโรคกระดูกเสื่อมเฉียบพลัน  รพ. ให้ยามากินมากมาย หมอเพชรบอกเพื่อน เอายาทิ้งไป  และลองกินน้ำกระชาย ซึ่งตามสูตรธรรมชาติบำบัดเป๊ะยิ่งกว่า ท่าน อ.สุทธิวัสส์ ซะอีก คือ ห้ามเพื่อนใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ให้ใช้ครกหินอ่างศิลาตำๆ พอกระชายแหลก ก็เอามากรองด้วย “กระชอนไม้” ปูรองด้วยผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ มาผสมกับ น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว กินอยู่ประมาณ ๑ เดือน ไปตรวจใหม่  หมอที่รพ.ศิริราช ตกใจ  สงสัยว่าไปทำอะไรมา มวลกระดูกถึงแน่นปึ้กขนาดนี้!!!!!  คนไข้ก็ไม่กล้าบอก หมอถามต่ออีกว่าแล้วยาที่ให้ไปกินหมดรึยัง?…..ยังค่ะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อนหมอเพชรคนนี้ก็กินน้ำกระชายเป็นเครื่องดื่มประจำตัว ประจำบ้าน แล้วไม่เคยป่วยด้วยโรคกระดูกเสื่อมอีกเลย  อย่าลืมนำวิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม  ด้วยภูมิปัญญาไทย ไปใช้กันด้วย

น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง

เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่ให้แน่นเหมือนเดิม

ส่วนผสม

– กระชาย 1 ขีด

– น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

– มะนาว 2 ลูก

วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม

1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว

2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ

3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ

แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ

เก็บในตู้เย็นทานไปจนกว่าจะหมด ครั้งละครึ่งแก้ว เช้า – เย็น

สรรพคุณ

– บำรุงกระดูก (เพราะมี แคลเซียม สูง)

– บำรุงสมอง เพราะทำให้เลือดเลี้ยง สมองส่วนกลาง ดีขึ้น

– ปรับสมดุลของ ฮอร์โมน

– ปรับสมดุลของ ความดันโลหิต (ความดันโลหิตสูงจะลดลงความดันโลหิตต่ำ จะสูงขึ้น)

– แก้ โรคไต ทำให้ ไต ทำงานดีขึ้น

– ป้องกัน ไทรอยด์ เป็นพิษ

– บำรุง มดลูก

– แก้ปัญหา ผมหงอก ผมร่วง

– อาการ กระเพาะปัสสาวะ เกร็ง (กรณีนี้อาจใช้ เม็ดบัว ต้มกิน)

– ควบคุมไม่ให้ ต่อมลูกหมาก โต

– แก้ปัญหา ไส้เลื่อน

เป็นยังไงกันบ้าง กับสูตรน้ำกระชาย น้ำผึ้ง มะนาว สูตรธรรมชาติบำบัดรักษาโรคกระดูกเสื่อม อย่าลืมนำวิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย ไปใช้กันด้วยนะครับ

แหล่งที่มา : https://naykhaotom.com

การดื่มน้ำขณะท้องว่าง จะส่งผลให้ร่างกายของคุณเป็นแบบนี้เลยนะ

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดีในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟันนะ) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี

มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ “พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่” และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (แบบค่อยเป็นค่อยไปต้องใช้ระยะเวลา)

– ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ

– โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้า หมู โรคอ้วน

– โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค

– อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ

– โรคไตและยูริก โรคแสลง คลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ

– โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน

– โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี

– มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก

วิธีการปฏิบัติในทุกๆวัน

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)

2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ

3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป

4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้นเพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้นและหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษาทำให้หายได้ภายในเวลาดังนี้

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน

2. โรคกระเพาะ 10 วัน

3. โรคเบาหวาน 30 วัน

4. โรคท้องผูก 10 วัน

5. โรคมะเร็ง 180 วัน

6. โรควัณโรค 90 วัน

7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน

เห็นแบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมดื่มน้ำกันเยอะๆนะ แล้วแบ่งปันประโยชน์นี้ให้เพื่อนๆที่รักสุขภาพได้อ่านกันด้วยครับ

แหล่งที่มา : https://www.postsod.com

วิธีบีบนิ้วมือ 5 นาที (ตามฉบับญี่ปุ่น) รักษาโรค ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

บีบนิ้วมือ 5 นาที วิถีญี่ปุ่นรักษาโรค : แต่ละนิ้วมือมีความเชื่อมต่อกับอวัยวะในร่างกาย เป็นที่ทราบกันดีว่าคนญี่ปุ่นให้ความใส่ใจกับเรื่องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างมาก และพวกเขามีความเชื่อว่าแต่ละนิ้วมือของคนเรามีความเชื่อมต่อกับอวัยวะในร่างกาย

ดังนั้นจึงได้ดูแลรักษาสุขภาพตามวิธีการทางการแพทย์ทางเลือกนั้น ซึ่งวิธีการรักษาสุขภาพนี้ก็ได้ผลในเพียง 5 นาทีเท่านั้นซะด้วย

วิธีการดูแลรักษาสุขภาพแบบโบราณนี้รู้จักกันในชื่อว่า Jin Shin Jyutsu เป็นสภาวะสมดุลทางอารมณ์โดยการกระตุ้นจุดบนมือ ศิลปะการรักษานี้อยู่บนความเชื่อที่ว่า บางจุดสำคัญบนนิ้วมือสามารถรักษาสมดุลของพลังร่างกาย และส่งเสริมสุขภาพทั้งทางร่างกายและอารมณ์

วิธีการรักษานี้มีผลต่ออวัยวะในร่างกาย โดยเพียงใช้มือหนึ่งจับนิ้วมือแล้วบีบแน่นๆ ประมาณ 3-5 นาที
ในขณะที่กำลังทำแบบนั้นอยู่ ควรหายใจเข้าลึกๆ ด้วย หลังจากนั้นนวดนิ้วมือทั้งสองข้าง ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 3 นาที และนี่คือการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะในร่างกายกับนิ้วมือแต่ละนิ้ว

นิ้วหัวแม่มือ

อวัยวะ : ท้อง, ม้าม

อารมณ์ : ความวิตกกังวล และ ภาวะซึมเศร้า

อาการทางกายภาพ : ปัญหาผิว, ปวดหัว, ปวดท้อง, หงุดหงิด

นิ้วชี้

อวัยวะ : กระเพาะปัสสาวะ, ไต

อารมณ์ : ความไม่พอใจ, สับสน, ความกลัว

อาการทางกายภาพ : ปวดกล้ามเนื้อ, ปัญหาการย่อยอาหาร, ปวดฟัน, ปวดหลัง

นิ้วกลาง

อวัยวะ : ตับ

อารมณ์ : ความโกรธ, หงุดหงิด, ลังเล

อาการทางกายภาพ : ปัญหาระบบไหลเวียน, ไมเกรน, ปวดหัว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าผาก), อาการปวดประจำเดือน, เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

นิ้วนาง

อวัยวะ : ลำไส้ใหญ่, ปอด

อารมณ์ : มองโลกในแง่ร้าย, ความกลัว, ความโศกเศร้า

อาการทางกายภาพ : ปัญหาการย่อยอาหาร, สภาพผิว, โรคหอบหืด และปัญหาทางเดินหายใจอื่น ๆ

นิ้วก้อย

อวัยวะ : ลำไส้เล็ก, หัวใจ

อารมณ์ : หงุดหงิด, ความวิตกกังวล, ขาดความมั่นใจในตนเอง

อาการทางกายภาพ : ปัญหากระดูก, โรคหัวใจ, ความเจ็บปวดในลำคอ

แหล่งที่มา : https://roongee.com

“ประวัติศาสตร์..ลับ” จากสายเลือดตรง “กรุงธนบุรี” !!! สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มิได้สวรรคตด้วยท่อนจันทน์ ตามที่คนไทยเข้าใจมาแสนนาน !!!

เรื่องราวปริศนาในประวัติศาสตร์ ที่ถูกเขียนแต่งเติมมามากมายจนปัจจุบัน เรื่องหนึ่งที่หลายคนสงสัยมากมายนั่นคือ เรื่องการสวรรคต ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ตามประวัติศาสตร์ที่เราร่ำเรียนมานั่นคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงสติฟั่นเฟือน และถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ซึ่งมีหลายคนมากมายทุกยุคทุกสมัยตั้งคำถาม ว่าเหตุใด พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้กอบกู้เอกราชบ้านเมือง ถึงสวรรคต เช่นนี้ซึ่งเป็นไปได้ยาก ถึงเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว แท้จริงแล้วพระองค์ยอมสละทุกอย่างเพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ท่านทรงเป็น พระมหากษัตริย์ ธรรมราชา ที่ช่วยประเทศชาติจนชีวาวาย

โดยในรายการ คนไทยไม่ใส่ดัจจริต มีอยู่ช่วงหนึ่งชื่อว่า คนไทยไม่ลืมตัว ได้ตีแผ่เรื่องราวการสวรรคตอีกด้านหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ ที่เชื่อว่าหลายคนสงสัยและยังไม่ทราบ เกี่ยวกับการสวรรคต ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยการได้รับเกียรติสัมภาษณ์ คุณยายสมใจ เชื้อสายตรง ณ นคร ซึ่งเป็นเชื้อสายที่สืบต่อกันมาจาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

โดยรายละเอียดที่น่าสนใจติดตามชมได้ในลิงค์นี้เลยครับ

https://www.youtube.com/watch?v=4lpgDlGjUjM&feature=youtu.be

-ประวัติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช-

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระเอกาทศรุทรอิศวร มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว ได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นกเอี้ยง (ภายหลังเป็นกรมพระเทพามาตย์)

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปราบดาภิเษกขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาในทางพิธีการ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยอาณาจักรธนบุรี ขณะพระชนมายุได้ 34 พรรษา พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อมีพระชนมายุได้ 48 พรรษา ทรงครองราชย์นานถึง 15 ปี พระราชโอรส-พระราชธิดา รวมทั้งสิ้น 30 พระองค์

พระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือ การกอบกู้เอกราชจากพม่าภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยขับไล่ทหารพม่าออกจากราชอาณาจักรจนหมดสิ้น และยังทรงทำสงครามตลอดรัชสมัยเพื่อรวบรวมแผ่นดินซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของขุนศึกก๊กต่าง ๆ ให้เป็นปึกแผ่น เช่นเดียวกับขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศในด้านต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติหลังสงคราม ทรงส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษา เนื่องจากพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อแผ่นดินไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน” และยังทรงได้รับสมัญญานามมหาราช

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

แม่ไม่เคยคิดเงิน เรื่องๆ ดี สำหรับผู้เป็นแม่และผู้เป็นลูก

เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเข้าไปหาแม่ และส่งกระดาษให้ หลังจากแม่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้ว เธอก็ก้มลงอ่าน

  • ค่าตัดหญ้า ๕.oo บาท
  • ค่าทำความสะอาด ๑.oo บาท
  • ค่าซื้อของให้แม่ ๒.๕o บาท
  • ค่าดูแลน้องชาย ๒.๕o บาท
  • ค่าเอาขยะไปทิ้ง ๑.oo บาท
  • ค่าได้คะแนนดี ๕.oo บาท
  • ค่ากวาดสนาม ๒.oo บาท
  • รวมค้างชำระ ๑๗.oo บาท

เธอหยิบปากกาขึ้นมา พลิกไปด้านหลังแล้วเขียนเก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง ไม่คิดเงิน

เวลาแม่พยาบาลและดูแลลูก ไม่คิดเงิน

ค่าที่ลูกทำให้แม่เสียน้ำตา ไม่คิดเงิน

ของเล่น อาหาร เสื้อผ้า พาเที่ยว ไม่คิดเงิน

แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้ ไม่คิดเงินหรอกจ๊ะลูก

เมื่อรวมทั้งหมดเป็นราคาเต็มของความรัก ไม่คิดเงินเหมือนกัน

เมื่อลูกชายของเราอ่านสิ่งที่แม่เขียนแล้ว น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา เขาสบตาแม่แล้วพูดว่า “แม่ครับ ผมรักแม่จริงๆนะครับ” แล้วเขาก็เอาปากกาเขียนหนังสือตัวโตๆ ว่า

จ่ายหมดแล้ว แม่จ่ายหมดแล้ว แต่ลูกทอนให้ยังไม่หมด

กรุณาอ่านให้จบ ถ้าคิดว่าเราไม่ค่อยมีเวลา

ตอนเราอายุ 1 ขวบ

แม่คอยดูแล อาบน้ำอาบท่าให้

และเราก็ตอบแทนด้วยการร้องไห้ทั้งคืน

ตอนเราอายุ 6 ขวบ

แม่จูงมือเราไปโรงเรียนด้วยกัน

และเราก็ขอบคุณแม่ด้วยการตะโกนสุดเสียงว่า “ไม่ไป”

ตอนเราอายุ 14 ขวบ

แม่แนะนำเราว่าควรตัดผมทรงไหน

เราก็ขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า “แม่น่ะ… เชย”

ตอนเราอายุ 17 ขวบ

แม่รอโทรศัพท์เรื่องสำคัญ

เราก็ขอบคุณแม่ด้วยการโทรคุย กับเพื่อนทั้งคืน

ตอนเราอายุ 22 ขวบ

ในขณะที่แม่ปลาบปลื้มในความสำเร็จของเราวันรับปริญญา

เราก็ขอบคุณแม่ด้วยการขอเงิน ซื้อรถยนต์เป็นของขวัญ

ตอนนี้เราอายุ….

แม่…

เราก็ตอบแทนแม่ด้วยการ…

ตอนเราอายุ…

แม่จากเราไปอย่างสงบ

แน่นอน แม่ยังคงไม่ลืม ทิ้งสมบัติที่เขาหามาทั้งชีวิตให้เรา

ถึงวันนั้น เราอาจเสียใจ กับบางสิ่งที่เราไม่ได้ทำ

แต่มันคงไร้ความหมาย เพราะเราย้อนเวลากลับไม่ได้ ที่เพียงแต่คิดว่า ถ้าคุณแม่ท่านยังอยู่กับเรา เราจะหมั่นดูแลเอาใจใส่ และรักท่านมากว่าที่เคย และสัญญาว่าจะระลึกถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของท่านไปตลอดกาล

แหล่งที่มา : https://www.chonburipost.com

24 คำสอนตามหลักธรรมของความเจริญ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

1. คนธรรมดาทำบุญก็อยากได้บุญ คนมีปัญญาทำบุญหวังจะเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชาวพุทธแท้ทำบุญเพื่อการปล่อยวางกิเลสอย่างสิ้นเชิง

2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย

3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี

4. นักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ

5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม

6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 เมตตา หน้า 2 คือ กรุณา หน้า 3 คือ มุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา

7. ยามปกติเลี้ยงลูกด้วยเมตตา ยามมีปัญหาคอยช่วยเหลือด้วยกรุณา ยามลูกทำดีคอยส่งเสริมด้วยมุทิตา ยามลูกทำผิดปล่อยให้รับกรรมด้วยตัวเอง คือ อุเบกขา

8. รอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์ แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ

9. การแก้กรรมคือการแก้ที่ความหลงผิด การแก้กรรมคือการเลิกทำความชั่ว ดังนั้นการแก้กรรมจึงไม่ใช่สำเร็จที่การสะเดาะเคราะห์หรือทำพิธีจากเกจิ

10. คนที่รู้เรื่องกรรมดีที่สุดคือตัวเราเอง คนที่แก้กรรมได้ดีที่สุดคือตัวของเรา การแก้กรรมต้องทำด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมแปลกๆ

11. คนขุดบ่อน้ำก็ลงต่ำอยู่ในดิน คนก่อกำแพงก็ขึ้นสูงตามกำแพงที่ก่อ ฉันนี้ฉันใดคนทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น จะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับการกระทำของตน

12. คนฉลาดชอบแกล้งโง่ คนโง่ชอบเสแสร้งว่าฉลาด ส่วนนักปราชญ์เรียนรู้ที่จะฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่

13. กฎแห่งกรรมไม่ต้องง้อวีซ่า กฎแห่งกรรมไม่ยกเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎแห่งกรรมไม่มีวันหยุด กฎแห่งกรรมเที่ยงธรรมตลอดกาล

14. บิล เกตต์ เรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้

15. อย่ายึดติดกับความหลัง อย่าฟังเสียงปาปมิตร (มิตรชั่ว) อย่ามัวคิดริษยา อย่าเสียเวลากับคนเลวทราม

16. คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์

17. ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน ปัญญาเป็นยอดแห่งสิริมงคล ความถ่อมตนเป็นยอดแห่งเสน่ห์

18. รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง

19. ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา

20. ยศ ทรัพย์ อำนาจ เป็นเพียงมรรควิธีที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายในการเกิดเป็นมนุษย์

21. ทำผิดแล้วรู้สึกผิดต่อไปจะเป็นคนดี ทำผิดแล้วรู้สึกว่าเป็นความดีกาลกิณีจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

22. ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้ คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทาน คืออภัยทาน ที่สุดของคน คือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข

23. ความรักไม่เคยทำให้ใครทุกข์ การไม่รู้จักธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ธรรมชาติของความรักคือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกดับไปในที่สุด

24. โลกนี้มีผี 6 ตัวที่น่ากลัวกว่าผีไหนๆ

  1. ผีสุรา
  2. ผีเที่ยวกลางคืน
  3. ผีมหรสพ (ติดใจในความบันเทิงจนเกินพอดี)
  4. ผีการพนัน
  5. ผีคบคนชั่วเป็นมิตร (คนชั่วอยู่ไหนชอบเถลไถลไปสนิทสนม)
  6. ผีขี้เกียจ

ผี 6 ตัวนี้ต้องปราบด้วยปฏิบัติธรรม

แหล่งที่มา : https://www.chonburipost.com

สวดเลย..ดีแน่นอน!! คาถาแก้โรคภัย โรคเวรโรคกรรม ใช้ได้ผลดีนัก ทั้งคนทั้งสัตว์ ปราศจากโรคภัย!?!

ด้วยวิถีชีวิตและประเพณีอันดีงามของไทย โดยเฉพาะการสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน นอกจากบทสวดทั่วไปแล้วนั้น วันนี้เรามี คาถาแก้โรคภัย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า โรคเวรโรคกรรม มาฝาก สำหรับใครที่เจ็บป่วยบ่อยๆ เจ็บป่วยแบบไม่มีสาเหตุ รักษาไม่หาย ลองสวดกันดู เชื่อว่าสวดแล้วได้ผลดีนักทั้งคนทั้งสัตว์ จากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยสวดก่อนนอนทุกคืน ช่วยทำให้อาการทุเลาเบาลง และค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ ไปดูกันเลยค่ะ

คาถาแก้โรคภัย โรคเวรโรคกรรม

ตั้งนะโม 3 จบ นึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่ตั้งก่อน แล้วท่องตามนี้…

…นะมะพะทะ ธาตุมัตตะโก ยาวะเทวะ

อะยังกาโย ยาปะนายะ เวทนานุปัสสี

ทุกรัสสะ ยะทิทัง ปิณฑะปาโต

อุททิเสนะ สัพพะพุทธานุภาเวนะ

สัพพะเทวะตา สัพพะโรคาพยาธิ

อันตะราโย วินาศสันติ…

…คำแปล…
ดินน้ำลมไฟ สักกะว่าเป็นธาตุ ขอเพียงเพื่อ ให้กายนี้ ยังอัตภาพ เวทนาทั้งหลาย ทุกข์ต่างๆ สิ่งนี้ ขอบิณฑบาตร แล้วอุทิศให้แก่เหล่าปวงสัตว์ ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ เหล่าเทวะดาทั้งหลาย ขอให้โรคภัยไข้เจ็บ อันตรายต่างๆ จงหายมลายสิ้นกลับคืนสู่ปกติด้วยเถิด…

แก้โรคภัยไข้เจ็บ รักษาคนป่วย แก้โรคเวรโรคกรรม ป้องกันอันตราย ใช้ทำน้ำมนต์ รักษาคนป่วยไข้ เสกของให้กิน โรคภัยต่างๆจะหายได้ชงัดอย่างมหัศจรรย์ แต่ต้องทำด้วยจิตที่มีสมาธินิ่งจริงๆ ทำและช่วยสรรพสัตว์ด้วยความจริงใจสงสารไม่คิดมูลค่าใดๆ จะชงัดและเกิดผลตามประสงค์ ดีนักแล…

อย่างไรก็ตาม คาถานี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลผู้ใดหมั่นสวดพระคาถานี้ จะระงับโรคภัยไข้เจ็บทั้งอายุก็จะยืนยาว ใช้เสกยากินแก้โรคได้ และถ้าผู้ใดสวดเจริญอยู่เป็นนิจ นอกจากจะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บรบกวนแล้ว ยังแคล้วคลาดจากภัยต่างๆอีกด้วย เพื่อถวายเป็น พุทธะบูชา  ( 1 แชร์เท่ากับ 1 ธรรมทาน ) สาธุ..

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th

เด็กชายขาดเรียนบ่อยเพราะ ‘อายเพื่อน’ ไม่มีเงินกินข้าว ต้องรับจ้างเลี้ยง 4 ชีวิต เห็นบ้านเเทบทรุด

ในสังคมปัจจุบันนี้ยังมีเด็กจำนวนมากที่ได้รับความลำบากเพราะความยากจน ส่งผลให้ขาดโอกาสต่าง ๆ ตามมา เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร.ร. แห่งหนึ่งฐานะยากจน ทำให้ต้องหยุดเรียนบ่อยครั้ง เพื่อออกไปรับจ้างหาเงินเลี้ยงดูคนในครอบครัว

โดยหว่านปุ๋ยในสวนผลไม้ของเพื่อนบ้านเลี้ยงดูพ่อที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ขณะที่แม่พิการทางสายตามองเห็นในระยะจำกัด ได้ค่าจ้างครั้งละ 100 บาท จึงลงพื้นที่ตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 12 ต.บ้านพระ อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี

ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า นายเลี้ยม สุขเกษม อายุ 45 ปี , นางเสาร์ ฤทธิชัย อายุ 40 ปี , เด็กชายวรรณชัย สุขเกษมอายุ 14 ปี , ด.ญ.วรรณา สุขเกษมอายุ 11 ปี อยู่ภายในบ้าน ซึ่งปลูกเป็นเพิง ตีสังกะสีล้อมรอบเป็นฝาบ้าน ด้านหน้าโล่ง พื้นติดดิน ในบ้านไร้เฟอร์นิเจอร์อำนวยความสะดวก ไม่มีห้องน้ำ ใช้น้ำประปาอุปโภคบริโภค

นายเลื้ยมกล่าวว่า ครอบครัวตนมีฐานะยากจน มีลูก 2 คน ภรรยาเป็นโรคทางสายตาไม่สามารถมองได้ในระยะ 1 เมตร รายได้ไม่แน่นอน มีพี่น้องคอยหยิบยื่นให้ในบางครั้ง อยู่อย่างอดๆ อยากๆ มีกินบ้างไม่มีกินบ้าง ส่วนตนเองเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่สามารถทำงานหนักได้

ด.ช.วรรณชัย ‘น้องเก่ง’ กล่าวว่า ตนจะเป็นคนออกไปรับจ้างในวันหยุดหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว โดยการรับจ้างเพื่อนบ้านใส่ปุ๋ยในสวนผลไม้ ซึ่งพอได้เงินมาซื้อกับข้าวให้พ่อแม่กินในวันหยุด วันธรรมดาจะไปโรงเรียน ถ้าพอมีเงินก็ไปโรงเรียน ถ้าวันไหนไม่มีเงินไปโรงเรียนก็จะไม่ไป เพราะอายเพื่อนต้องคอยแอบเวลาเพื่อนๆ พักกินข้าวกลางวัน ตนจะช่วยพ่อ-แม่หุงข้าว ทำกับข้าวให้พ่อแม่กับน้องกิน อาหารอย่างดีในครัวเรือนคือ ปลากระป๋อง, มาม่า, น้ำพริก ใจจริงไม่อยากขาดโรงเรียน แต่ด้วยความอายเพื่อนจึงไม่อยากไปเรียนหนังสือในบางวันที่ไม่มีเงินไปโรงเรียน

รับจ้างเพื่อนบ้านใส่ปุ๋ยในสวนผลไม้

ด้านนายทรงพล ทรัพย์เจริญ ผอ.โรงเรียนชุมชนบ้านหนองจวง กล่าวว่า ตนเห็นน้องเก่งมีฐานะยากจนเพราะตนเองเป็นคนในพื้นที่ จึงอยากให้คนเห็นการเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ สงสารมาก หัวหน้าครอบครัวก็ทำงานหนักไม่ไหว แล้วไม่รู้จะทำอย่างไร เบื้องต้นได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบแล้ว ซึ่งกำลังจะหาทางช่วยเหลือในเบื้องต้นเป็นการด่วน

แหล่งที่มา : http://www.liekr.com